สิว

ธมนต์พรคลินิกเวชกรรม “ ตรวจรักษาโรคทั่วไป โรคเรื้อรัง ฝังเข็ม ปลูกผมตรวจรักษาผิวหน้า สิว ฝ้า กระ กำจัดไฝ หูด ตาปลา ติ่งเนื้อ ลดน้ำหนักด้วยสมุนไพรธรรมชาติ โปรโมชั่นเดือนนี้ ตรวจวิเคราะห์ผิวหน้าฟรี โทร..053-492-284“

รักษาสิว เชียงใหม่

คลินิกรักษาสิว เชียงใหม่

โครงสร้างของรูขุมขนและต่อมไขมัน    

          ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากเป็นสิวกันทั้งนั้น  สิวมักจะเกิดขึ้นที่ใบหน้าซึ่งเป็นส่วนที่ใครๆ ก็ต้องพบต้องเห็น ยิ่งส่องกระจกทีไร เห็นสิวผุดขึ้นตรงโน้นทีตรงนี้ทีก็ยิ่งกลุ้มใจ เกิดความเครียด ยิ่งเครียดสิวก็ยิ่งผุด  ความจริงแล้วสิวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบนใบหน้าเท่านั้น สิวอาจเกิดขึ้นที่บริเวณหน้าอกหรือแผ่นหลังได้อีกด้วย 

ต่อมขุมขนของคนเราประกอบไปด้วยส่วนต่างๆได้แก่

1. ต่อมไขมันหรือ Sebaceous gland
2. รากขนหรือ Follicle
3. ไขมันหรือ Sebum
4. รูเปิดหรือ pore สู่ผิวหนัง

ต่อมไขมัน Sebaceous Gland มีหน้าที่ผลิตไขมัน (Sebum) โดยต่อมไขมันที่ผิวหน้าจะรวมกับขุมขน
และขับไขมันออกทางรูขุมขุมขน  บริเวณที่มีต่อมไขมันมากคือ

บริเวณใบหน้าโดยเฉพาะที่บริเวณหน้าผาก,หนังศีรษะและกลางหลัง

หน้าสิว 1

สิวเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

สิวเกิดจากการอุดตันของต่อมไขมัน  โดยมีปัจจัยหลายอย่างเป็นตัวกระตุ้นให้ต่อมไขมันมีการสร้างไขมันเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ จนทำให้เกิดการอุดตันบริเวณรูขุมขน

จึงเกิดการอักเสบและติดเชื้อ จนกลายเป็นสิวได้  ฉะนั้นสิวจึงเกิดได้จากหลายๆ สาเหตุร่วมกัน  โดยมีปัจจัยต่างๆที่ส่งเสริมให้เกิดสิวขึ้นได้

 

ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิว

  • ฮอร์โมน   เชื่อว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดสิว   ฮอร์โมนที่ชื่อว่า Testosterone หรือฮอร์โมนเพศชายนี้จะถูกเปลียนเป็นสารชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า  Dihydrotestosterone  ในเนื้อเยื่อและไปกระตุ้นที่ต่อมไขมัน  ทำให้ต่อมไขมันมีขนาดใหญ่มากขึ้นและผลิตไขมันออกมามากขึ้น  สารบางชนิดที่เป็นส่วนประกอบของไขมันเช่น  Free  fatty  acid   , Squalene  และ  Squalene  oxide  จะทำให้เกิดการอักเสบที่ผิวหนังขึ้นได้ โดยมากฮอร์โมนนี้จะเริ่มสร้างเมื่ออายุย่างเข้าสู่วัยรุ่นประมาณ 11-14 ปี ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่วัยรุ่นมักจะเริ่มเป็นสิว ฮอร์โมนนี้มีทั้งในเพศชายและเพศหญิง ดังนั้นสิวจึงเกิดขึ้นทั้งชายและหญิง ปัจจัยใดๆก็ตามที่มีผลกับฮอร์โมนนี้ก็จะมีผลต่อต่อมไขมันด้วย
  • แบคทีเรีย โดยเฉพาะแบคทีเรียที่ชื่อ Propionibacterium acne จะย่อยไขมันให้กลายเป็นสารที่เรียกว่า  Free  fatty  acid  และสารอีกหลายชนิด  ซึ่งสารเหล่านี้จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบบริเวณรูขุมขนที่เกิดการอุดตัน จึง
    ทำให้เกิดสิวขึ้นได้
  • กรรมพันธุ์  เป็นที่น่าสังเกตว่าคนที่มีพ่อแม่เป็นสิว  ลูกก็มักจะเป็นสิวด้วย  โดยเฉพาะจะสังเกตได้ในคนที่เป็นฝาแฝดไข่ใบเดียวกัน  จะมีคู่แฝดที่เป็นสิวเหมือนกันเกินร้อยละ97.9 แม้ว่าจะไม่มีข้อพิสูจน์ที่แน่ชัด แต่กรรมพันธุ์น่าจะมีส่วนที่ทำให้เป็นสิวได้ เนื่องจากลักษณะโครงสร้างของผิวหนังในพ่อหรือแม่จะถ่ายทอดมาสู่ลูกได้
  • อาหาร โดยทั่วไปอาหารไม่มีผลต่อการเกิดสิว แต่ในบางคน หากรับประทานอาหารหวาน,มันหรือเผ็ดมากเกินไป อาจทำให้เกิดสิวได้ง่าย
  • สิ่งแวดล้อม การทำงานในที่มีฝุ่นละอองมาก อากาศร้อนอบอ้าว  มีเหงื่อออกมาก ทำให้เกิดการบวมของท่อไขมัน  จึงทำให้เกิดการอุดตันที่รูขุมขน ร่วมกับสิ่งสกปรกหรือเชื้อโรคที่ปะปนมากับอากาศ จึงอาจจะทำให้เกิดสิวได้
  • การเสียดสีหรือสัมผัส มักพบสิวในบริเวณที่ผิวหนังมีการสัมผัสหรือเสียดสีเป็นประจำ  เช่น นักสีไวโอลิน   จะเกิดสิวบริเวณมุมระหว่างคอกับขากรรไกร  ส่วนนักกีฬามักจะเกิดสิวบริเวณหน้าผากที่คาดผ้า (head   band)หรือที่บริเวณขอบเสื้อชั้นในของผู้หญิง  กลไกการเกิดสิวประเภทนี้ไม่ทราบแน่ชัดแต่มักจะเกิดในคนที่มีแนวโน้มจะเป็นสิวอยู่แล้ว  ซึ่งอาจเกิดจากการอักเสบที่ส่วนบนของรูขุมขนและต่อมไขมันจากการระคายเคืองของผิวหนัง  หรือเกิดจากการอับชื้นเนื่องจากมีเหงื่อออกมากในบริเวณนั้น
  • อารมณ์หรือความเครียด มีผลทำให้เกิดสิวหรือทำให้สิวเห่อมากขึ้นได้ ซึ่งอารมณ์เหล่านี้ อาจมีผลเกี่ยวข้องกับการหลั่งฮอร์โมนและต่อมไขมัน จะสังเกตได้ว่า  นักศึกษาที่ใกล้สอบ, คนที่มีความเครียด กังวล  มักจะมีสิวเห่อมากขึ้น
  • เครื่องสำอาง เป็นสิงที่อยู่ใกล้ตัวและมีบทบาทมากในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็น  สบู่, ครีมทาหน้า, ยาทากันแดด, น้ำมันใส่ผม, แป้ง , ฯลฯ มีโอกาสทำให้เกิดสิวได้  เรียกว่า  Cosmetic   acnes  โดยเฉพาะเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารเหล่านี้ เช่น  olive  oil , white petrolatum , lanolin  , สบู่ที่มีส่วนผสมของ  tar, sulfers  หรือครีมรองพื้นที่มีส่วนผสมของน้ำมันพืชบางชนิด, lauryl alcohol,  butylsterate, oleic acid  ฯลฯ
  • ยา บางชนิดทำให้เกิดสิวเพิ่มขึ้น เช่น INH, Iodides, Bromide, Steroid, Testosterone, Gonadotropine, Anabolic steroid, ยาคุมกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นยาชนิดรับประทานหรือชนิดทา  ยาบางชนิดก่อให้เกิดสิวเฉพาะบางคนเท่านั้นแต่มียาอีกหลายชนิดที่ทำให้เกิดสิวอย่างแน่นอน  หากได้รับในปริมาณที่มากหรือระยะเวลานานๆ
  • ภาวะมีประจำเดือน ผู้หญิงที่เป็นสิว ประมาณ  60-70%  ที่มักจะมีสิวเห่อมากขึ้นในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือน ที่เป็นสิวอาจเนื่องมาจากฮอร์โมนที่ชื่อว่า Progesterone ที่จะหลั่งออกมามากในช่วงนั้น  ทำให้รูขุมขนมีการเปลี่ยนแปลง  คือบวมมากขึ้น  เนื่องจากมีการคั่งของน้ำในเซลล์ผิวหนังมากขึ้น ทำให้เกิดไขมันอุดตันที่รูขุมขนจึงทำให้สิวเห่อขึ้นได้
  • สารเคมีหรือสารพิษ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดสิวได้ มีหลายๆอาชีพที่ต้องสัมผัสกับสารเคมีหรือสารพิษ  เช่น คนที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมเครื่องจักรกล, โรงกลั่นน้ำมัน  เช่น  สารพวก Paraffins  mixtures, Crude  petrolatum, น้ำมันดิบ (Coal tar), Chlorinated  hydrocarbon  หรือสารพิษเช่น  DDT, Asbestos  ฯลฯ  สารต่างๆเหล่านี้มีส่วนทำให้เกิดสิวได้

       ถึงแม้ว่าสิวเป็นโรคที่ไม่รุนแรงเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต   แต่สิวก็ทำให้หมดสวย….หมดหล่อ…ได้เหมือนกัน คนที่เป็นสิวมักจะกังวล กลุ้มใจหรือขาดความมั่นใจในการพบปะผู้คนและทำให้  เสียบุคลิก  บางคนชอบแกะ  เกา  หรือบีบสิวเป็นประจำ  ทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้นและเกิดแผลเป็น  รอยด่างดำหรือรอยบุ๋มได้  ดังนั้นหากเป็นสิวแล้วไม่ดูแลรักษาอย่างถูกวิธี  ปล่อยปละละเลยก็จะทำให้สิวเห่อมากขึ้น  จนเกิดเป็นแผลเป็นหรือรอยด่างดำตามมา   การรักษาแผลเป็นที่เกิดจากสิวนั้นก็ยากกว่าการรักษาสิวให้หายเสียอีก  และยิ่งไปกว่านั้นการรักษาแผลเป็นที่เกิดจากสิว  โดยเฉพาะรอยบุ๋มนั้นไม่สามารถทำให้หายไปโดนสิ้นเชิงได้  เพียงแต่ทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น  การรักษาก็ยุ่งยาก เสียค่าใช้จ่ายมากและต้องใช้เวลานาน ดังนั้นหากเป็นสิวแล้ว ควรดูแลรักษาอย่างถูกวิธี นอกจากจะเป็นการป้องกันไม่ให้เป็นสิวแล้วยังทำให้สิวที่เป็นอยู่ยุบหายเร็วขึ้นด้วย

ประเภทของสิว
สิวมีหลายแบบโดยทั่วๆไปที่เกิดขึ้นแบ่งออกได้ดังนี้  คือ

a2

1.สิวหัวดำ ( Blackhead  or  Open  comedones ) สิวชนิดนี้จะเห็นเป็นตุ่มสีดำขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ  0.1-3.0  ซ.ม. เมื่อมีขนาดใหญ่จะเห็นได้ชัด  ถ้ากดหรือบีบออกมาจะมีลักษณะคล้ายตัวหนอนสีขาวอมเทาเป็นมันตรงส่วนปลายจะมีสีดำ  ซึ่งเป็นสีของ melanin

a3

2.สิวหัวขาว ( Whitehead or Closed  comedones )  สิวชนิดนี้จะเห็นเป็นตุ่มขาวเล็กๆ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.1-3.0 ซ.ม. 
เกิดจากการมีสารที่เรียกว่า  keratin  สะสมอยู่ที่บริเวณใกล้ๆรูขุมขน  ถ้าปล่อยทิ้งไว้ก็มักจะมีการอักเสบบวมแดงต่อไปได้

3.สิวอักเสบ ( Imflammatory acne )  มี  2  แบบ  คือ

1. สิวหัวช้าง มีลักษณะเป็นตุ่มนูนแดงแข็ง มีหลายขนาด  ถ้ามีขนาดใหญ่จะหายช้าและถ้าหายแล้วอาจมีรอยดำหรือรอยแผลเป็นบุ๋มได้

2. สิวหนอง มีลักษณะเป็นหัวหนองอยู่ต้านบน เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณที่มีสิวอุดตัน สิวชนิดนี้มีหลายขนาด  ถ้ามีขนาดใหญ่มากและลึก  เรียกว่า Cystic  acne  ภายในจะมีหนองหรือสารเหลวๆ คล้ายเนยเมื่อหายแล้วก็มักจะเป็นรอยแผลเป็นตลอดไป

a4

วิธีการรักษาสิว

1. การดูแลรักษาผิวหน้า
2. การรับประทานยา
3. การใช้ยาทารักษาสิว
4. การใช้เครื่องมือรักษาสิว
5. การฉีดสิว

 

การดูแลรักษาผิวหน้า

การรักษาสิวโดยทั่วไป ควรจะเริ่มรักษาที่ต้นตอของการเกิดสิวจึงจะได้ผลมากที่สุด เพราะถ้าหากมัวแต่ชะล่าจนกระทั่งเกิดสิวขึ้นมาแล้วจะกลายเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ สำหรับวิธีการรักษาสิวอย่างง่ายๆด้วยตัวเอง มีดังต่อไปนี้

1.การล้างหน้า ควรล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด อย่าปล่อยให้ใบหน้าสกปรกจนมีไขมันอุดตันอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ควรล้างหน้าด้วยน้ำเย็นจัดเพราะจะทำให้รูขุมขนปิดตัวลง ทำให้สิ่งสกปรกค้างอยู่ในรูขุมขน ทำให้เกิดการอุดตันได้ง่าย ควรล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดที่อุณหภูมิปกติหรืออุ่นเล็กน้อย อาจล้างหน้าด้วยสบู่หรือโฟมที่เหมาะกับผิวหน้า สำหรับผู้ที่มีเหงื่อออกมาก  หน้ามัน  อาจล้างหน้าวันละหลายครั้ง โดยทั่วไปควรล้างหน้าวันละ 2-3 ครั้ง

2. หลีกเลี่ยงเครื่องสำอางที่อาจก่อให้เกิดสิว ในขณะที่เป็นสิวควรงดใช้หรือใช้เครื่องสำอางให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เครื่องสำอางบางอย่างมีส่วนผสมที่ทำให้เกิดสิวมากขึ้นได้  หากใช้แล้วมีสิวเกิดขึ้นควรหยุดใช้ทันที  เพราะเครื่องสำอางอาจไปอุดตันรูขุมขนมากขึ้น ทำให้สิวเห่อมากขึ้น หากจำเป็นต้องใช้ ควรเลือกเครื่องสำอางแบบที่ไม่มีไขมัน (Oil-Free)จะไม่เป็นมันและล้างออกได้ง่าย  ซึ่งจะช่วยหลีกเลี่ยงการทำให้เกิดสิว และควรใช้โลชั่นเช็ดทำความสะอาดผิวหลังจากการล้างหน้าปกติเพื่อป้องกันการตกค้างของเครื่องสำอางบนผิวหน้าและก่อนใช้เครื่องสำอางชนิดใหม่ๆ ควรทดสอบดูก่อนว่าทำให้เกิดอาการแพ้หรือเกิดสิวหรือไม่

3. พยายามอย่ารบกวนผิวหน้า การบีบ กดสิว ขัดนวดใบหน้า เช็ดถูอย่างรุนแรง หรือบ่อยจนเกินไป เพราะยิ่งจะทำให้ผิวหนังบริเวณรอบๆ  สิวเกิดการอักเสบมากขึ้น  และโดยเฉพาะถ้ามือไม่สะอาดมีเชื้อโรค  ก็ยิ่งจะทำให้สิวอักเสบเป็นหนอง  หายยากขึ้น  และเกิดรอยแผลเป็น  รอยด่างดำ  รอยบุ๋มมากขึ้น

4. พักผ่อนให้เพียงพอ ภาวะอดนอน จะทำให้ร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันลดลง ทำให้สิวหายยาก ควรเข้านอนไม่เกิน 4-5 ทุ่ม

5. ออกกำลังกาย จะทำให้ร่างกายขับเหงื่อมากขึ้น เหงื่อจะช่วยผลักดันสิ่งสกปรกออกมาจากรูขุมขน จึงเป็นการทำความสะอาดรูขุมขนและลดการอุดตันได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การออกกำลังกายยังช่วยทำให้การทำงานของระบบต่างๆเป็นปกติ ซึ่งจะช่วยป้องกันและรักษาสิวได้เป็นอย่างดี

6. ขจัดความเครียด ควรหาวิธีลดความเครียดที่เกิดขึ้น หรือเลือกทำกิจกรรมที่ชอบและมีความสุข มากกว่าจะหมกมุ่นอยู่กับความเครียดนั้น เพราะยิ่งเครียดมากเท่าไหร่ สิวก็จะยิ่งมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

7. ขับถ่ายทุกวัน การขับถ่าย เป็นการนำของเสียออกจากร่างกาย สำหรับคนที่มีปัญหาท้องผูกทำให้ไม่ค่อยสามารถขับถ่ายได้นั้น ให้เพิ่มอาหารประเภทผักและผลไม้ที่มีใยอาหารมากๆ ซึ่งจะมีผลช่วยให้ร่างกายมีการขับถ่ายที่ดีขึ้น

8. หลีกเลี่ยงอาหารหวาน มันหรือเผ็ดจัด ควรทานผักสดและผลไม้ให้มากขึ้น และไม่ควรรับประทานอาหารมากเกินไปในแต่ละมื้อ เพราะจะทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักเกินไป

การรับประทานยา

 หากเป็นสิวบ่อยๆ หรือเกิดการอักเสบอยู่นาน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับประทานยาที่ช่วยรักษาสิว จะทำให้สิวหายได้เร็วยิ่งขี้น ยารักษาสิวมีหลายชนิด   เช่น

1.ยาปฏิชีวนะ   ยาออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อ  P.acnes   ที่ทำให้เกิดสิว  และ ลดจำนวนเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง ยามีหลายชนิดเช่น  Tetracycline  ,  Minocycline , Clindamycin , Trimetroprim-Sulfa-methoxazole , Ampicilin  เป็นต้น

2.ยาฮอร์โมน  มีหลายชนิดเช่น ฮอร์โมน Estrogen  มีฤทธิ์ไปลดการสร้างไขมันของต่อมไขมัน  ใช้ในการรักษาสิวเฉพาะในผู้หญิง  ยา Cyproterone  acetate  ซึ่งมีฤทธิ์ต่อต้านฮอร์โมน Androgen  ใช้ในการรักษาสิวเฉพาะในผู้หญิงเช่นกัน  ส่วนยา Steroid  ช่วยลดการอักเสบได้โดยเฉพาะในกรณีที่มีอาการรุนแรง  แต่ใช้รับประทานในระยะสั้น  เนื่องจากถ้าใช้ยานี้เป็นเวลานาน  ก็จะทำให้เกิดสิวได้  ยาฮอร์โมนเหล่านี้อาจมีผลข้างเคียงได้ หากจะรับประทาน ก็ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์จะปลอดภัยกว่า 

3.Isotretinoin  (13-cis-retinoic  acid)  ยานี้มีฤทธิ์ลดการสร้างไขมันจากต่อมไขมัน  และลดการอักเสบ  รวมทั้งอาจมีผลต่อการสร้าง  keratin  ที่ผิดปกติในรูขุมขน  ยานี้มีราคาค่อนข้างแพงและมีผลข้างเคียงมาก  เช่น  ผิวแห้ง, ปากแห้ง , ฝ่ามือฝ่าเท้าลอก  ปวดกล้ามเนื้อ , ปวดข้อ , ปวดศีรษะ, คลื่นไส้ , อาเจียน ,ผมร่วง ฯลฯ  และห้ามใช้ในหญิงมีครรภ์อย่างเด็ดขาดเพราะจะทำให้เกิดความพิการของทารกในครรภ์ได้  จึงใช้ในเฉพาะแต่ในกรณีที่มีสิวอักเสบและรุนแรงมากหรือในรายที่ดื้อยา

การใช้ยาทา

การทารักษาสิว มีบทบาทมากในการรักษาและป้องกันการเกิดสิว ยาทารักษาสิวมีหลายชนิด เช่น

  • Tretinoin  มีหลายความเข้มข้น (0.025 , 0.05 , 0.1%)  ยานี้ออกฤทธิ์ทำให้มีการหลุดลอกของสิว  ป้องกันการเกิดสิวใหม่  แต่ไม่มีผลต่อการฆ่าเชื้อ P.acnes   ยานี้อาจมีผลข้างเคียงทำให้เกิดการระคายเคือง ,แสบ, ผิวลอก , อาการแดงเวลาถูกแดดได้  ดังนั้นเวลาใช้ควรทาทั่วใบหน้า  ยกเว้นบริเวณรอบตา , หางตา , ซอกจมูก ,  รอบริมฝีปาก , และควรทายากันแดดร่วมด้วย เพื่อป้องกันอาการหน้าแดง
  • Benzoyl  peroxide  มีหลายความเข้มข้น (2.5 , 5 , 10%) ยานี้ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อ P.acnes , ลดการอักเสบ และลดปริมาณไขมันที่ผิวหนัง  ยานี้ในบางคนอาจเกิดผลข้างเคียงทำให้เกิดการระคายเคือง , แสบ , ผิวลอกเป็นขุย
  • Clindamycin  Solution  ยานี้ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อ  P.acnes ที่เป็นสาเหตุการเกิดสิว
  • ยาอื่นๆ ออกฤทธิ์หลายๆอย่างร่วมกันเช่น  20% Azelaic  acid , Sulfur  , Salicylic   acid  ที่ผสมในสบู่รักษาสิวอาจใช้ร่วมกับยาทาชนิดอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษามากขึ้น

คำแนะนำในการใช้ยาทารักษาสิว

  1. ควรทายาทั่วบริเวณที่เป็นสิว   และบริเวณอื่นๆที่ไม่มีสิวด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้มีสิวใหม่เกิดขึ้นอีก
  2. ยาทาสิวบางชนิด  ทาแล้วอาจทำให้ผิวหนังแดง , มีขุย หรือลอกบริเวณที่ทาได้  ถ้าอาการนี้เป็นมากก็ควรหยุดใช้ยาประมาณ 1-2 วันหลังจากอาการหายแล้ว  จึงควรทายาเฉพาะที่  และอาจใช้วันเว้นวันแทน
  3. ยาสิวบางชนิดต้องทาเวลาต่างกัน  ทั้งนี้ เนื่องจากหากทายาร่วมกันจะทำให้ยาทั้งสองชนิดที่มีฤทธิ์ต้านกัน ถูกทำลายฤทธิ์ไป
  4. ยาสิวบางชนิด  ทาได้แต่เฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น  ถ้ายาถูกแสงแดดจะทำให้ออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่
  5. ขณะทายารักษาสิว  ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดให้มากที่สุดเพราะยาอาจทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้น  จึงทำให้หน้าแดงง่าย  และควรทายากันแดดในตอนเช้าและกลางวันเป็นประจำทุกวัน
  6. ควรทายาสิวหลังล้างหน้าทันที  เพราะผิวหนังที่สะอาดจะทำให้ยาซึมผ่านผิวหนังได้ดีขึ้น
  7. ควรทาเครื่องสำอางต่างๆหลังจากทายาสิวแล้ว  และพยายามใช้เครื่องสำอางให้น้อยที่สุดเพราะการทาเครื่องสำอางมากจนหนายิ่งจะทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ไม่

การใช้เครื่องมือรักษาสิว

หน้าสิว6

Comedo  Extractor   ใช้กดที่สิวเพื่อให้หัวหลุดออก  ทำให้สิวยุบเร็วขึ้น  ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการอักเสบเป็นตุ่มสิวต่อไป  แต่ต้องเลือกกดเฉพาะสิวที่มีหัวเท่านั้น  วิธีการนี้ควรจะทำโดยผู้เชี่ยวชาญเพราะการกดสิวบางชนิดจะกดออกได้ยาก  อาจต้องใช้เข็มเจาะนำก่อนและต้องใช้เครื่องมือที่สะอาดเพื่อไม่ให้เกิดการติดเชื้อ  การใช้มือเค้นหรือบีบสิวเพื่อให้สิวหลุดออกนั้น  อาจทำให้บริเวณเนื้อเยื่อรอบๆ  สิวเกิดการช้ำหรืออักเสบมากขึ้นได้

หน้าสิว7

High-frequency Current

เป็นเครื่องมือที่มีลักษณะเป็นหลอดแก้ว  ภายในมีลำแสงสีม่วง (Violet ray)หรือแสงสีส้ม(Orange – red ray) ใช้ในการฆ่าเชื้อโรคที่ผิวหน้า (Germicidal effect)  เพิ่มการหมุนเวียนของเลือดที่บริเวณนั้น (increased   circulation)ช่วยกำจัดของเสียออกไป (Removal  waste  products)

Vacuum

เป็นเครื่องมือที่มีแท่งแก้วเสียบอยู่ที่ปลายสาย โดยใช้ลมเป็นตุวดูดเอาหัวสิวหรือไขมันที่อยู่ในรูขุมขนออกไป  ช่วยกำจัดไขมันอุดตันที่เป็นสาเหตุของสิว

รักษาสิว เชียงใหม่

 

5. การฉีดสิว

การรักษาสิวโดยการฉีดยา หรือที่เรามักจะเรียกว่า “การฉีดสิว” นั้น  เป็นการรักษาที่ถูกใจหลายคนที่เป็นสิว เหตุเพราะสิวยุบได้รวดเร็วทันใจ ยาที่ใช้ฉีดรักษาสิวอักเสบ คือ ยาสเตอรอยด์ (Steroid) ซึ่งมีคุณสมบัติในการลดการอักเสบ ยาสเตอรอยด์ที่นิยมใช้ในการฉีด คือ ยาไตรแอมซิโนโลน (Triamcinolone) โดยการฉีดยาต้องระวังเรื่องของปริมาณยาต่อเดือนที่ฉีดในคนไข้แต่ละคน เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้น (โดยทั่วไปแพทย์จะใช้ในปริมาณที่ต่ำมากๆ อยู่แล้ว) เป็นการฉีดยาที่สิวโดยตรง (intraletional    coricosteroid) ยาออกฤทธิ์ลดการอักเสบอย่างรวดเร็ว  สิวมักจะหายหลังฉีดยาประมาณ  5-10  วัน  แพทย์มักจะเลือกฉีดเฉพาะสิวขนาดใหญ่ ไม่มีหัวหนองและอักเสบอยู่นาน

 

รักษาสิว เชียงใหม่

เปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย

ข้อดี: สิวยุบได้รวดเร็ว ช่วยลดการทานยา และลดโอกาสของการเกิดแผลเป็น
ข้อเสีย: เจ็บจากการฉีดยา อาจจะเกิดผลแทรกซ้อนในบางกรณี เช่น ผิวบุ๋ม ซึ่งเป็นเพียงชั่วคราว หรือถาวรขึ้นอยู่กับปริมาณยาฉีด และมีโอกาสเกิดการแพ้ยาได้

การฝังเข็มรักษาสิว

ในทางการแพทย์จีนถือว่า การเป็นสิวนั้นเกิดจากมีความร้อนสะสม และ เลือดคั่ง ไหลเวียนไม่สะดวก จึงทำให้เกิดสิวขั้น ดังนั้นการรักษาจึงมุ่งเน้นไปที่การระบายความร้อนที่เกิดขึ้นในร่างกายและการปรับสมดุลเพื่อให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีขึ้น ร่างกายก็จะทำงานได้ตามปกติ ทำให้สิวหายได้การฝังเข็มเพื่อรักษาสิว แพทย์ก็จะฝังเข็มตามจุดบนเส้นลมปราณที่เกี่ยวข้อง เพื่อระบายความร้อนและปรับสมดุลของระบบเลือดลม นอกจากนั้นแล้ว อาจมีการเจาะปล่อยเลือดในบางจุด เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้นโดยทั่วไปจะฝังเข็มเป็นคอร์สคอร์สละ 10 ครั้ง โดยมารับการรักษาประมาณสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง โดยทั่วไป หลังการรักษาประมาณ 2-3 ครั้งก็จะเห็นผลว่าสิวยุบลง ผิวหน้าที่หมองคล้ำดูสดใสขึ้น การรักษาสิวโดยการฝังเข็มนี้ ได้ผลดีมาก แต่อาจจะต้องให้ผู้รับการรักษาเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การทำงาน การขับถ่าย หรือการนอนหลับร่วมด้วย เพื่อให้ผลการรักษาดียิ่งขึ้น

 

 

รอยด่างดำ Hyperpigment Scar

รักษาสิว เชียงใหม่

เกิดการปฏิกิริยาการอักเสบของเนื้อเยื่อรอบๆหัวสิว  มักเกิดขึ้นเนื่องจากสิวมีการติดเชื้อหรือมีขนาดใหญ่   อักเสบอยู่นานกว่าจะหาย  การรักษาคือปล่อยทิ้งไว้อาจหายได้เองแต่ใช้เวลานานกว่าจะหาย  การรักษาคือปล่อยทิ้งไว้อาจหายได้เองแต่ใช้เวลานานหลายเดือน หรือทายาจำพวก Whitening Cream หรือการทำAHA TREATMENT ช่วยผลัดเซลล์ผิวชั้นบน เพื่อช่วยให้รอยด่างดำจางหายได้เร็วยิ่งขึ้น แต่โดยมากแล้ว มักหายได้เองโดยไม่มีร่องรอยเหลืออยู่ ระยะเวลาจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เกิดจากการอักเสบ หากอักเสบมากและนานหรือเป็นหนอง เมื่อเกิดรอยก็จะใช้เวลานานมากเช่นกัน

รอยบุ๋ม 

รักษาสิว เชียงใหม่

      มักเกิดในคนที่มีสิวเห่อ , เป็นหนองและอักเสบอยู่นาน  หรือบีบเค้นหัวสิวเป็นประจำ  ทำให้เนื้อเยื่อรอบๆหัวสิวช้ำและอักเสบมากถึงหนังแท้  เมื่อหายแล้วจึงเกิดเป็นรอยบุ๋ม   ผิวหน้าขรุขระไม่เรียบ  ความจริงแล้วหากทราบสาเหตุเสียตั้งแต่แรกก็จะไม่เกิดแผลเป็นชนิดนี้  เพียงแต่รีบรักษาให้หาย  อย่าปล่อยให้สิวอักเสบและห้ามบีบเค้นสิว   การเกิดแผลเป็นชนิดนี้ไม่สามารถหายเองได้การรักษาก็ยุ่งยากค่าใช้จ่ายสูง  และผลที่ได้ก็ไม่ดีนัก

การรักษาแผลเป็นบุ๋ม

1.การฉีดสารเติมร่องผิว (Filler) เช่น คอลลาเจน กรดไฮยาลูโรนิค ในรายที่แผลเป็นหลุมนั้น ยังยืดได้ และมีผังผืดน้อย แต่อาจไม่เหมาะในผู้ที่มีรอยแผลเป็นหลายแห่ง ผลข้างเคียงที่พบไม่บ่อย แต่สำคัญ คือ อาจเกิดปฏิกิริยาของร่างกาย ต่อสารที่ฉีดเข้าไป รวมทั้งอาจคลำได้เป็นก้อนบริเวณที่ฉีดยา

2.การกรอผิว (Dermabrasion) เป็นวิธีที่ต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์ ถ้าทำ ตื้นเกินไป ก็จะไม่ได้ผลตามที่ต้องการ แต่หากลึกเกินไปก็อาจทำให้เกิดรอยแผลเป็นใหม่ หรือเม็ดสีเปลี่ยนแปลงได้ แผลเป็นหลุมที่เหมาะในการกรอผิว คือ แบบที่เป็นหลุมกว้างๆ แต่ค่อนข้างตื้น จะเหมาะกว่าหลุมสิวที่ลึกแหลม (Ice pick) ในกรณีที่แผลเป็นค่อนข้างมาก อาจต้องทำซ้ำ จนกว่าจะได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ผลข้างเคียงที่พบ คือ อาจเกิดตุ่มเม็ดขาวขนาดเล็ก (Milia) ในบริเวณที่ทำการรักษา ในผู้ที่มีผิวสีเข้ม อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสีผิว ในบริเวณที่ทำ (Post-inflammatory pigmentary alteration) ได้

3.Dermaroller เป็นเครื่องมือที่มีลักษณะคล้ายลูกกลิ้งที่มีเข็มขนาดเล็กมาก (เส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 0.25 มม.) และความยาวของเข็มเหมาะที่สุดสำหรับกระตุ้นการฟื้นฟูของผิวหนังชั้นลึก โดยไม่ก่อให้เกิดการลอกของผิวด้านบน และไม่เกิดผลข้างเคียงใดๆ อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพในการฟื้นฟูผิว ด้วยการใส่สารบำรุงผิว หรือตัวยาต่างๆ ลงไปช่วยได้ดี
อย่างขึ้นอีกด้วย เช่น โปรแกรมรักษาสิว โปรแกรมหน้าใส โปรแกรมชลอวัย ขจัดริ้วรอย โปรแกรมกระชับผิว และ
โปรแกรมบำรุงเส้นผม ป้องกันผมร่วง เป็นต้น

หลักการทำงานDerma Roller

ส่วนแรก: เข็มขนาดเล็กจะทำให้เกิดรูเล็กๆที่ผิวจำนวน มาก ซึ่งกลไกนี้จะช่วยกระตุ้นเซลผิวหนังชั้นลึกในเกิดการ
สร้างเส้นใยคอลลาเจนลอีลาสติน ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติ โดยไม่ทำลายผิวหนังชั้นนอก และไม่เจ็บปวด ใดๆ

ส่วนที่สอง: กลไกการเกิดรูขนาดเล็กที่ผิวหนังชั้นลึกจำนวนมากจะเป็นช่องทางในการช่วยส่งสารบำรุงผิวที่สำคัญ รวมทั้งตัวยาเข้าสู่ผิวหนังได้มากกว่าการทาถึง 40 เท่า ด้วยการประสานการทำงานทั้งสองส่วนนี้ทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาผิวหน้าได้ผลรวดเร็วยิ่งขึ้น

แผลเป็นนูน

รักษาสิว เชียงใหม่

มักเกิดในคนที่มีแนวโน้มเป็นแผลเป็นนูนอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ว่าจะเป็นแผลเป็นที่เกิดจากอะไรก็ตาม ก็จะให้เกิดแผลเป็นนูนตามมาได้ การรักษาแผลเป็นนูน ต้องใช้การฉีดยาสเตอรอยด์ (Steroid) เข้าไปที่แผลเป็น เพื่อให้แผลเป็นยุบตัว นอกจากนั้นก็อาจจะใช้ทายาร่วมด้วย เพื่อช่วยให้รอยแผลเป็นนิ่มลงหรือจางลง

เวชภัณฑ์รักษาสิว

ครีมBP ยานี้ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อ P.acnes , ลดการอักเสบ และลดปริมาณไขมันที่ผิวหนัง

ครีมแต้มสิว ยานี้ออกฤทธิ์ทำให้มีการหลุดลอกของสิว  ป้องกันการเกิดสิวใหม่เจลทาสิว ยานี้ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อ  P.acnes ที่เป็นสาเหตุการเกิดสิว

โลชั่นกระชับรูขุมขน ยานี้ออกฤทธิ์ลดการสร้างเหงื่อ ทำให้รูขุมขนที่ผิวหนังกระชับ ลดความมันบนผิวหน้า

โลชั่นเช็ดหน้า ใช้เช็ดหน้าหลังการล้างหน้าเพื่อทำความสะอาดผิวได้ดียิ่งขึ้น ช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียได้เป็นอย่างดี และช่วยทำความสะอาดเครื่องสำอางที่ตกค้างบนผิวหน้า

สบู่ล้างหน้า มีสารช่วยผลัดเซลล์ผิว ช่วยทำความสะอาดผิวได้อย่างหมดจรด