คนเราไม่จำเป็นต้องป่วย

สิงหาคม 23, 2017
[:TH]

คนเราไม่จำเป็นต้องป่วย

สมุรไพรรักษาโรค

คนเราไม่จำเป็นต้องป่วย ?        

 พญ.ธมนต์พร ชัยศิริรัตน์

หลายคนเข้าใจว่าเกิดมาทุกคนต้องป่วย ในปีๆหนึ่งก็จะมีคนบอกว่าฉันต้องเป็นหวัดทุกปี ปีละ2ครั้ง หน้าหนาวผมต้องเป็นผื่น หน้าร้อนฉันต้องเป็นสิว ในความเป็นจริงแล้วมีคนศึกษาและพิสูจน์มากมายว่าคนเราไม่จำเป็นต้องป่วย ร่างกายของเราสามารถเยียวยารักษาตัวเองได้ เช่นถูกมีดบาด ยาอะไรทำให้แผลติดกัน ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องใช้ยา ถ้าเราดูแลแผลไม่ให้ติดเชื้อหรือเชื้อโรคเข้าไปได้ ไม่เกิน7วันแผลก็ติดกันได้เอง คุณว่าจริงมั้ย ทิงเจอร์ ยาใส่แผล หรือแม้กระทั่งไหมเย็บก็ไม่ใช่ตัวการสำคัญที่ทำให้แผลติด
งั้นเราลองหันกลับมาดูตัวเองกันบ้างว่าที่เราป่วย มันเป็นเพราะอะไรกันแน่ โดยส่วนตัวของผู้เขียนเป็นหมอแผนปัจจุบัน หลังจากจบแพทย์แล้วก็ทำงานในคลินิคของตนเอง ในขณะที่เพื่อนๆส่วนใหญ่เรียนต่อเพื่อเป็นแพทย์เฉพาะทาง ส่วนเหตุผลของตัวเองที่ไม่เรียนต่อเพราะไม่รู้จะเป็นหมออะไรเพราะจบมาก็เป็นหมอแล้วส่วนเหตุผลสำคัญที่ไม่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลก็เพราะอดนอนไม่ได้ หมอส่วนใหญ่ที่อยู่ในรพ.ไม่ว่าของรัฐหรือเอกชน มีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งคืออดนอนได้ ไม่ต้องนอนก็ทำงานได้ แต่เราทำไม่ได้ ก็เลยต้องมารักษาคนไข้ในคลินิกซึ่งกำหนดเวลาเปิดปิดได้เอง ทำงานเหมือนคนอื่นๆเค้า ที่เย็นก็กลับบ้าน ทานข้าวกับครอบครัวแล้วก็นอนไม่เกิน4-5ทุ่ม หลังจากรักษาคนไข้มาประมาณ20กว่าปี ก็ค้นพบความจริงในการรักษาคนไข้อยู่หลายประการ คือ
1.คนไข้กินยาพร่ำเพรื่อเกินความจำเป็นหรือเปล่า ลองถามตัวเองกับคนรอบข้างว่าถ้าเป็นไข้ทำอย่างไร ทุกคนจะตอบว่ากินพารา(paracetamol)หรือบางครั้งก็มียาอื่นๆอีกหลายขนาน บางคนก็กินทุกขนานเลยไข้จะได้ลงเร็วๆ มีวิธีอื่นที่ดีกว่ามั้ยนอกจากการกินยาหรือวัฒนธรรมบ้านเราเป็นแบบนี้ บางทีมาหาหมอก็ถือยามาถุงใหญ่ ได้มาจากอนามัย โรงพยาบาล หรือซื้อมาเอง เยอะกว่าที่หมอมีที่คลินิคเสียอีก!

2.ไม่ค่อยมีใครพูดถึงพฤติกรรมผิดๆที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆโดยเฉพาะโรคเรื้อรังที่ไม่ติดเชื้อ เช่นการอดนอนหรือนอนดึก การกินอาหารประเภทแป้งหรือน้ำตาลมากเกินไป การไม่ออกกำลังกาย นั่งทำงานนานเกินไป ยืนขายของมากเกินไป ปวดหลังปวดเอว เป็นๆหายๆตลอด ซื้อยากินเองเพื่อให้หายปวด เสร็จแล้วก็ไปยืนขายของเหมือนเดิม หนักเข้าก็ยืนไม่ไหว กลายเป็นกระดูกทับเส้นเส้นตึง ต้องนอนรพ. บางคนถึงกลับจะต้องผ่าตัด!

3.คนไข้ส่วนมากไม่เข้าใจเรื่องอาการเตือน ซึ่งอาการเหล่านั้นบ่งบอกว่าร่างกายเสียสมดุล มีอวัยวะบางอย่างผิดปกติไปหรือทำงานผิดปกติไปจากเดิม รู้แล้วแต่กลับเพิกเฉยไม่สนใจ จนโรคลุกลามเรื้อรัง จนกลายเป็นโรคที่รักษายาก รักษาไม่หายต้องกินยาตลอดชีวิต หรือเป็นมะเร็ง! อาการเตือนอย่างเช่น ท้องอืดอาหารไม่ย่อย ใจสั่นนอนไม่หลับ มือเท้าเย็น ปวดศีรษะเป็นประจำ ท้องผูก หน้ามืดเป็นลมบ่อยๆ ประจำเดือนมาๆหายๆ หรือมามากผิดปกติ อาการเหล่านี้อาจเพียงแค่ก่อความรำคาญ หรือรบกวนการทำงานแค่นั้น คนส่วนใหญ่จึงเพิกเฉยหรืออดทน หรือซื้อยามากินเอง เพื่อกดอาการเหล่านั้นไว้ แต่ไม่ได้รักษาสาเหตุ อาการจึงเปลี่ยนไป หรือมากขึ้นหรือรุนแรงขึ้น

4.มีวิธีการบำบัดรักษาหลายอย่างที่ไม่ต้องเสียเงิน ไม่ต้องเสี่ยงกับการเอาสารเคมีเข้าตัว ไม่ต้องไปหาหมอ แต่ดูเหมือนวิธีเหล่านี้ไม่ได้รับความนิยมจากคนไข้เลย คนไข้นิยมเข้าร้านขายยาหรือไปหาหมอดีกว่า สะดวกและง่ายกว่า แต่รู้มั้ยว่ามันอาจจะไม่เป็นผลดีกับร่างกายเราในระยะยาว

5.การป้องกันดีกว่าการรักษาเพราะไม่ว่างบประมานเท่าใด หมอมีมากแค่ไหนก็ไม่อาจดูแลรักษาคนไข้ได้อย่างทั่วถึง แนวทางการป้องกัน ระมัดระวัง เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาตนเอง แต่วิธีนี้กลับเป็นเรื่องหลังๆที่คนสนใจหรือคิดจะปฏิบัติอย่างจริงจัง

รักษาสิว เชียงใหม่

 

โดยส่วนตัวของผู้เขียน ในวัยทำงาน ก็ป่วยเป็นโรคชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่าโรคธัยรอยด์เป็นพิษ ในตอนนั้นก็ไม่รู้สาเหตุ รู้แต่ว่าต้องไปปรึกษาหมอที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้โดยเฉพาะ หลังจากนั้นก็ได้ยามารับประทาน สักพักหนึ่งอาการก็ไม่ดีขึ้น คอก็โตขึ้นเรื่อยๆจนน่าเกลียด ร่วมกับมีอาการอื่นๆร่วมด้วย ไม่เป็นอันหลับอันนอน ไม่เป็นอันทำงาน จึงต้องกลับไปปรึกษาใหม่ ครั้งหลังนี้หมอที่รักษาตัดสินใจว่าจะต้องผ่าตัดเอาต่อมธัยรอยด์ออก ไม่เช่นนั้นก็ต้องเลือกวิธีกลืนน้ำแร่ (ไอโอดีนกัมตภาพรังสี I131) นั่นเป็นแบบแผนการรักษาที่มีมานมนาน ที่คนไข้ต้องเลือก ผู้เขียนไม่อยากผ่าตัด จึงเลือกการรักษาด้วยการกลืนแร่ถึงสองครั้ง หลังจากนั้นอาการก็สงบลงเหมือนเป็นปกติ แต่เมื่อเหตุการณ์นี้ผ่านไปเป็นเวลาสิบปี หลังจากนั้นก็ป่วยอีกสืบเนื่องมาจากการกินน้ำแร่เมื่อตอนนั้น มันไปทำลายต่อมธัยรอยด์อย่างไม่เหลือซาก และไม่มีฮอร์โมนที่ผลิตออกมาจากต่อมนี้ เกิดภาวะขาดธัยรอยด์ฮอร์โมน หรือเรียกว่า Hypothyroidism จึงต้องเริ่มกินยาธัยรอยด์ฮอร์โมนทดแทน ตั้งแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ ถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้ ผู้เขียนคงไม่เลือกวิธีนี้

และหลังจากตรวจคนไข้ในคลินิคอยู่นานหลายปี เริ่มรู้สึกว่ายังมีโรคอีกมากมาย ที่ไม่สามารถรักษาได้ด้วยวิธีการแพทย์แผนปัจจุบัน จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนได้ไปศึกษาเพิ่มเติมทั้งศาสตร์การแพทย์แผนจีนและการแพทย์ไทย และได้ข้อสรุปว่า วันที่เราจบหมอนั้นยังเป็น “หมอกระดาษ” อยู่ ระยะเวลา6ปีที่เล่าเรียนมา จบออกมาก็ยังรักษาคนไข้ไปเปิดตำราไป หลังจากเชี่ยวชาญสามารถวินิจฉัยได้แม่นยำขึ้น และจ่ายยาได้ดีขึ้น ก็น่าจะเรียกว่า”หมอยา” แต่เมื่อรักษาไปสักระยะหนึ่ง ก็รู้สึกว่าการแพทย์แผนปัจจุบันถึงทางตัน! หลายๆโรคไม่มียารักษา รักษาหายแล้วก็กลับเป็นอีก หรือ หมอต้องพิพากษาคนไข้ว่าต้องกินยาไปตลอดชีวิต เช่นโรคเบาหวาน ความดันเลือดสูง หรือโรคภูมิแพ้ ? และสงสัยว่า โรคเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?ทำไมมีคนป่วยด้วยโรคเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ การแพทย์ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ทำให้โรคเหล่านี้ลดน้อยลงเลย แต่กลับเป็นตรงกันข้าม

ด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัยในปัจจุบัน สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำ และรักษาได้ดีขึ้น แต่ถึงกระนั้น การรักษาโรคเรื้อรังเช่นเบาหวาน. ไขมันในเลือดสูง โรคเก๊าท์หรือความดันเลือดสูง ก็มีข้อจำกัดอยู่มาก คนไข้อาจต้องกินยาตลอดชีวิต เพียงเพราะต้องการให้ค่าความผิดปกตินั้นกลับเป็นค่าปกติ แต่อาการข้างเคียงกลับไม่ดีขึ้น และคนไข้ก็ไม่สามารถหายขาดได้ ทั้งที่สาเหตุหรือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เป็นโรคเหล่านี้ คือก็คือ พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดโรค นั่นเอง

ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น โรคหวัด ปัจจุบันเราสามารถวินิจฉัยไปถึงระดับเซลล์ว่าเป็นไวรัสสายพันธุ์นั้นสายพันธุ์นี้ แต่ก็ไม่มียารักษาอยู่ดี ยาที่ดีที่สุด ที่ทำให้เราหายจากโรคหวัดได้ก็คือตัวเรา หรือก็คือภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่จะต่อสู้กับเชื้อโรคไวรัสเหล่านั้น นั่นเอง

และทางออกของการรักษาโรคธัยรอยด์ที่ผู้เขียนป่วยในตอนนั้น ก็คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดโรคขึ้นนั่นเอง และควรรักษาตั้งแต่เริ่มมีอาการผิดปกติ ไม่ควรจะมารักษาตอนที่อาการรุนแรงหรือเป็นมากแล้วเพราะจะทำให้หายยากขึ้น และโรคที่เป็นก็ซับซ้อนมากขึ้น จนทำให้ต้องเลือกการรักษาที่มีผลข้างเคียงในเวลาต่อมา และตลอดชีวิต![:]