คลินิก ฝังเข็ม เชียงใหม่, คลินิก ปลูกผม เชียงใหม่

หน้าแรก / ฝ้า, Melasma

ฝ้า, Melasma

          พูดถึงฝ้าคงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก ฝ้าเกิดจาดความผิดปกติของการสร้างผิวของผิวหนังในบางแห่งและเป็นเฉพาะบางคนเท่านั้น  แต่โดยมากแล้วฝ้ามักจะเกิดในคนผิวขาวมากกว่าคนผิวคล้ำหรือผิวดำ  ฝ้าเกิดได้หลายๆที่บนใบหน้าเนื่องจากผิวหนังที่หน้ามีเซลล์สร้างสีผิวมากกว่าบริเวณอื่นๆ และโดยเฉพาะบริเวณโหนกแก้มและสันจมูกจะเป็นบริเวณที่มีฝ้าเกิดขึ้นได้บ่อยเนื่องจากเป็นบริเวณที่ถูกแดดที่สุด ฝ้าพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย มีปัจจัยหลายๆอย่างที่ทำให้เป็นฝ้าง่ายขึ้นและทำให้คนที่เป็นฝ้าเป็นมากขึ้นด้วย

ทำไมสีผิวของคนเราแตกต่างกัน

 

 คลินิกรักษาฝ้า เชียงใหม่

 

         ผิวหนังจะมีสารสำคัญที่ทำให้เกิดสีผิว  คือ เม็ดสีเมลานิน (melanin) ซึ่งเม็ดสีนี้เป็นส่วนสำคัญในการป้องกันผิวหนังจากการทำลายของแสงแดดไม่ให้ผิวเกิดการแดงหรือไหม้เกรียมจากการถูกแดดเผา (sunburn)  เพราะเม็ดสีของเมลานินจะช่วยดูดซับแสงในช่วงแสงที่มองเห็น (Visible light : 400-700 nm)  และแสงอุลตร้าไวโอเลต เอ และบี ไว้ได้ (Ultraviolet A:320-400 nm, Ultraviolet  B: 290-320 nm)

สีผิวหนังของคนเราเป็นผลรวมของสี3 สีคือ

*        สีน้ำตาล  จาก melanin

*        สีแดง      จาก deoxygenated  hemoglobin

*        สีเหลือง  จาก  carotene

แต่อย่างไรก็ตาม  สีผิวหนังทั่วไปจะขึ้นอยู่กับสาร melanin เป็นหลักซึ่งเกิดได้จาก 2 ลักษณะคือ

 

รักษาฝ้าเชียงใหม่

1.ผิวธรรมชาติ

          สีผิวแต่ละเชื้อชาติจะมีสีผิวแตกต่างกัน เช่น คนตะวันตกจะมีสีผิวขาว , คนเอเชียจะมีผิวสีเหลือง ส่วนคนแอฟริกาจะมีผิวสีดำพบว่าเซลล์สร้างเม็ดเลือดสีจะมีจำนวนเท่ากันในทุกเชื้อชาติ แต่การที่มีสีผิวแตกต่างกันก็เนื่องจากการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสีและลักษณะของเม็ดสีเมลานินจะต่างกัน คนผิวดำเซลล์เม็ดเลือดสีมากกว่าและจะไม่เกาะกันเหมือนในคนผิวขาว

2.สีผิวจากอิทธิพลอื่นๆ

เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆทั้งภายในและภายนอกร่างกายไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสีให้สร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้นเช่น ฮอร์โมน  แสงแดด เป็นต้น

สีผิวที่ผิวหนังเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

สีผิวหนังเกิดจากการที่เซลล์สร้างเม็ดสี (melanocyte) ซึ้งอยู่ในชั้นล่างสุดของหนังกำพร้า (basal  cell  layer)  สร้างเม็ดสีที่เรียกว่าเมลานิน (melanin)  เมื่อสร้างแล้วเม็ดสีจะถูกส่งให้เซลล์ผิวหนังในชั้นหนังกำพร้าที่เรียกว่า keratinocyte  ที่อยู่ส่วนบนสุดของผิวหนังต่อไป

          ขบวนการสร้างสีผิวนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เป็นทารกในครรภ์มารดา  และเกิดต่อเนื่องไปตลอดชีวิต  ในขบวนการสร้างเม็ดสีจะต้องอาศัยเอ็นไซม์ที่สำคัญตัวหนึ่งคือ เอ็นไซม์ไทโรซิเนส  (tyrosinase)  ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดสี เอ็นไซม์นี้ทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีต่าง ๆ ที่ซับซ้อนหลายขั้นตอน  เพื่อที่จะเปลี่ยน tyrosine ซึ่งจะเป็นกรดอะมิโนในผิวหนัง  ให้กลายเป็นเป็นเม็ดสีที่เรียกว่า เมลานิน  เมื่อเปลี่ยนเทียบส่วนต่างๆของร่างกายจะพบว่าจำนวนเซลล์สร้างเม็ดสีจะแตกต่างกันคือ ที่ใบหน้าจะเป็นบริเวณที่มีเซลล์สร้างเม็ดสีหนาแน่นที่สุดส่วนที่ลำตัวและแขนจะมีเซลล์สร้างเม็ดสีน้อยลงตามลำดับ ในคนผิวดำหรือคนผิวขาวจะมีจำนวนเซลล์สร้างเม็ดสีไม่แตกต่างกัน  แต่การทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสีในคนผิดำจะมากกว่า ขนาดของเซลล์จะโตกว่าและสัดส่วนของเม็ดสีภายในเซลล์จะมากกว่าคนผิวขาว
          กระบวนการสร้างเม็ดสีจะมีขั้นตอนต่างๆมากมายจึงเกิดเม็ดสีขึ้นดังนั้นหากมีความผิดปกติของขั้นตอนหนึ่งก็จะทำให้เกิดความผิดปกติของสีผิวด้วย  เช่น ถ้ามีปัจจัยใดก็ตามที่กระตุ้นการทำงานเอ็นไซม์ไทโรซเนสมากขึ้น  ก็ทำให้มีการสร้างเม็ดสีเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผิวเข้มข้น แต่หากถูกกระตุ้นมากขึ้นจนเสียสมดุลย์ของการสร้างเมลานินก็จะทำให้เกิดมีการผลิตเมลานินมากขึ้นเกิดไปจนเกิดเป็นฝ้า  กระ  หรือจุดด่างดำที่ผิวหนังขึ้นได้  แต่ในทางกลับกัน  หากเซลล์สร้างเม็ดสีไม่สามารถสร้างเอ็นไซม์ไทโรซิเนสก็จะทำให้เกิดความผิดปกติของสีผิวปกติของสีผิวแบบ “Hypopigmentation” เช่นโรคด่างขาว  เป็นต้น

สาเหตุของการเกิดฝ้า

1.แสงแดด     เชื่อว่าแดดเป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดในการเกิดฝ้า  เมื่อผิวหนังถูกแสงแดดรังสีอุลตร้าไวโอเลตจะกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์ไทโรซิเนสมากขึ้น  ทำให้มีการสร้างเม็ดสีมากผิดปกติจนเกิดฝ้า  กระ  หรือรอยด่างดำมากขึ้นได้

2.ฮอร์โมน   ฮอร์โมนบางอย่างทำให้เกิดฝ้าหรือทำให้ที่เป็นอยู่เข้มมากขึ้น โดยมากมักพบในคนตั้งครรภ์  หรือคนที่รับประทานยาคุมกำเนิดและอาจพบในคนที่เป็นธัยรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidsm)  ผิวหนังทั่วร่างกายจะมีสีคล้ำมากขึ้น

3.ยารับประทาน  มียาหลายชนิดที่รับประทานแล้วทำให้เกิดฝ้าได้  เช่น ยากันชัก  diphenylhydantoin, mesantoin  เป็นต้น

4.เครื่องสำอาง  บางคนเกิดการแพ้ส่วนผสมต่างๆ ในเครื่องสำอาง เช่น  น้ำหอม , สี , สารกันเสีย ทำให้เกิดเป็นรอยด่างดำแบบฝ้าได้

5. การขาดอาหาร  การขาดสารอาหารบางอย่างทำให้มีสีผิวคล้ำขึ้นได้  เช่น  กรด Folic , วิตะมินแอ , วิตะมินซี    หรือ วิตะมินบี 12 เป็น

6. พันธุกรรม  คนในครอบครัวเดียวกันมีโอกาสเกิดฝ้าได้ถึง  30- 50 % และพบว่าฝ้ามักเกิดในคนเอเชีย  ซึ่งอาจเกิดจากอิทธิพลของพันธุกรรมหรืออาจเป็นผลมาจากสิ่งแวดล้อม และแสงแดด ก็เป็นได้

ชนิดของฝ้า

1. ฝ้าที่อยู่ในชั้นหนังกำพร้าหรือชนิดตื้น  (Epidermal  type)

2. ฝ้าที่อยู่ในชั้นหนังแท้หรือชนิดลึก(Dermal  type)

3. ฝ้าแบบผสม (Compound   type)

          การแยกชนิดของฝ้าทำได้โดยการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า  Wood’s  lamp  ส่องไปที่ใบหน้า  หากฝ้าชัดขึ้นแสดงว่าเป็นฝ้าชนิดแรกคือชนิดตื้น  แต่ถ้าเป็นชนิดลึกจะไม่พบการเปลี่ยนแปลง  บางคนอาจเป็นฝ้าทั้ง 2 ชนิด คนที่มีฝ้าชนิดตื้นจะตอบสนองต่อการรักษาได้ดีกว่าคนที่มีฝ้าอยู่ในชั้นหนังแท้  จึงมีโอกาสหายได้เร็วกว่าคนที่มีฝ้าชนิดลึก

หลักในการรักษาฝ้า

1. พยายามหาสาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้า

*  อาชีพ  อาชีพบางอย่างต้องตากแดดอยู่เป็นประจำ  ทำให้เกิดฝ้าได้ ควรหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด  เช่น สวมหมวก , ปิดผ้า หรือถ้ายังไม่ดีขึ้นก็อาจจะต้องเปลี่ยนอาชีพที่ทำงานอยู่แต่ในร่มแทน

*  ยาคุมกำเนิด  หากรับประทานยาคุมกำเนิดแล้วทำให้เกิดฝ้า ควรหยุดรับประทานแล้วเลือกการคุมกำเนิดแบบอื่นๆแทนที่จะให้ฝ้าจางลงได้

* เครื่องสำอาง  ไม่ควรเปลี่ยนเครื่องสำอางบ่อยๆ เพราะอาจทำให้เกิดการแพ้ได้ง่าย  ก่อนใช้ควรทดลองบางบริเวณก่อน เช่น ใต้คาง  , ใต้ท้องแขน แต่หากใช้เครื่องสำอางชนิดไหนแล้วเกิดการแพ้ ควรจะอ่านรายละเอียดของสารประกอบในเครื่องสำอางนั้นว่ามีสารตัวใดอยู่บ้าง ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดการแพ้  เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงสารตัวนั้นเมื่อจะเมื่อจะซื้อเครื่องสำอางชนิดอื่นๆอีกต่อไป

2. รักษาฝ้าให้จางลง

การรักษาฝ้ามีหลายวิธี  คือ การใช้ยาทา  , การขัดผิว (Dermabrasion), การใช้เครื่องมือพิเศษที่เรียกว่า  Iontophoretic  ซึ่งการรักษาฝ้าให้จางลงนั้นต้องใช้เวลานานหลายเดือน ฝ้าในบางคนอาจต้องใช้เวลานานเป็นปีจึงจะดีขึ้น  ดังนั้นคนที่ต้องการรักษาฝ้าให้หายจึงต้องเข้าใจธรรมชาติของการรักษาฝ้าพยายามปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ  ไม่ควรซื้อยาฝ้ามาทาเองเพราะอาจเกิดผื่นแพ้ได้หรือบางชนิดก็มีส่วนของยาพวกสเตียรอยด์ทำให้ผิวหน้าบางลงจนเห็นเส้นเลือดฝอยได้  นอกจากนี้ยาฝ้าที่มีวางขายทั่วไปบางทีอาจเป็นยาเก่าเก็บไว้นานแล้ว  เมื่อซื้อมาทาอาจไม่ได้ผลเพราะยาฝ้าควรจะผสมใหม่ๆและต้องเก็บไว้ในตู้เย็นจึงจะออกฤทธิ์ได้ดี

3.ป้องกันไม่ให้เป็นฝ้าหรือเป็นมากขึ้น

แสงแดดเป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้ฝ้าเป็นมากขึ้น   ควรทายากันแดดหรือผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีค่า  SPF  15 ขึ้นไป เป็นประจำทุกวัน

4.การฝังเข็มรักษาฝ้า

เป็นการฝังเข็มบริเวณผิวหน้า ซึ่งเป็นเข็มชนิดพิเศษ และมีขนาดเล็กกว่าเข็มที่ฝังบริเวณอื่นๆ โดยทั่วไปแพทย์จะฝังเข็มล้อมบริเวณที่เป็นฝ้า เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการซ่อมแซม และเพิ่มการไหลเวียนของระบบเลือดและน้ำเหลืองที่บริเวณนั้น เป็นวิธีการรักษาโดยกลไกธรรมชาติของร่างกาย ซึ่งคล้ายกับการเกิดรอยดำทั่วไป ร่างก่ยก็มีกลไกในการรักษาตัวเอง ทำให้รอยเหล่านั้นจางหายได้เอง การรักษาโดยการฝังเข็มก็เช่นกัน เพียงแต่เข็มไปช่วยกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาซ่อมแซมตนเอง จึงทำให้ฝ้าจางหายไปได้ โดยมากแล้วจะฝังเข็มสัปดาห์ละ1-2ครั้ง ต่อเนื่องประมาณ10ครั้ง แพทย์อาจฝังเข็มบริเวณอื่นๆด้วย เพื่อปรับสมดุลของอวัยวะภายในที่เสียสมดุลไป ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้การไหลเวียนของระบบเลือดและน้ำเหลืองผิดปกติ

ยาทารักษาฝ้า

ยารักษาฝ้ามีอยู่มากมายหลายชนิด แต่ละชนิดจะออกฤทธิ์ในการรักษาฝ้าแตกต่างกัน  ในการรักษาฝ้าแพทย์อาจจะใช้ยาร่วมกันหลายๆอย่าง  เพื่อให้ฝ้าหายเร็วขึ้นยาบางอย่างหากใช้ไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมอาจเกิดผลข้างเคียงอื่นๆตามมาได้ เช่น หน้าลอก , หน้าแดง , ผิวหน้าบางลง หรือหน้าดำคล้ำมากกว่าเดิม ยาหลายๆตัวที่มีในท้องตลาดและไม่ควรนำมาใช้ในการรักษาฝ้า เช่น

ครีมไข่มุก

          ในสมัยก่อนคุณอาจจะเคยได้ยินครีมที่มีชื่อว่า “ครีมไข่มุก”  ซึ่งเป็นครีมที่ใช้ทาฝ้าในสมัยก่อน  ทำให้ฝ้าจางลงหน้าขาวขึ้น ซึ้งสาระสำคัญในครีมนี้ก็คือ สารปรอท   (Ammoniated  mercury) มีลักษณะเป็นผงสีขาวไม่ละลายน้ำ  ไม่ละลายในแอลกอฮอล์  สารนี้ทำให้ฝ้าจางลงได้เนื่องจากมีสารปรอทซึ่งไปรบกวนการทำงานของเอ็นไซม์ที่ใช้ในการสร้างเม็ดสีและยังสามารถทำลายเซลล์สร้างเม็ดสีอย่างถาวรได้  หากใช้ครีมนี้เป็นระยะเวลานานๆ  จะทำให้เกิดด่างขาวบริเวณที่ทาได้  นอกจากนี้อาจจะทำให้ฝ้าที่เป็นอยู่ดำคล้ำมากกว่าเดิม  ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะสารปรอทมีการสะสมอยู่ใต้ผิวหนัง  ทำให้เห็นเป็นรอยดำขึ้น  และที่อันตรายมากกว่านั้นก็คือถ้าสารปรอทถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายในปริมาณสูงจะทำให้เกิดพิษต่อไตได้  ในปัจจุบันจึงมีกฎหมายห้ามใช้สารปรอทผสมในครีมทาฝ้าแล้ว

ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone)

         ในการรักษาฝ้าจะมีความเข้มข้นตั้งแต่  2-5 % ออกฤทธิ์ลดการสร้างเม็ดสีโดยลดการสร้างเม็ดสี  ยานี้มีประสิทธิภาพในการรักษาฝ้าได้ดี  แต่หากใช้ยานี้ในความเข้มข้นสูงๆ ทำให้มีอาการแดงได้  และอาจจะมีการทำลายเซลล์สร้างเม็ดสีทำให้เกิดด่างขาวได้  การใช้ยานี้ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด  เนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียงได้มาก หากใช้ไม่ถูกต้อง  นอกจากนั้นแล้วฝ้าจางลงและต้องการจะหยุดยา  ก่อนจะเลิกใช้ต้องมีการปรับยาให้เหมาะสมเสียก่อนจึงจะเลิกใช้ยาได้  เพราะถ้าหยุดใช้ทันทีอาจทำให้หน้าคล้ำขึ้นได้

กรดวิตะมินเอ  (Retinoic  acid)

       เช่น  tretinoin  ออกฤทธิ์ โดยเร่งให้เซลล์ผิวหนังชั้นบนที่มีเมลานินหลุดลอกออก  โดยใช้ความเข้มข้นตั้งแต่  0.01-0.05 % มักใช้ร่วมกับยาอื่นๆเพราะหากทายาชนิดนี้เพียงอย่างเดียวจะให้ผลช้า ยานี้อาจมีผลข้างเคียงทำให้มีอาการระคายเคืองหรือทำให้หน้าแดงได้

ยาสเตียรอยด์ (Steroid)

        ครีมทาฝ้าบางชนิดจะมีสารพวกสเตียรอยด์ ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน จึงทำให้บริเวณที่ทายานี้ขาวขึ้นได้ ยาประเภทนี้มีความแรงหลายระดับและความเข้มข้นต่างๆกัน การทายานี้นานๆหรือทายาประเภทนี้ที่มีฤทธิ์แรง จะทำให้เกิดผลข้างเคียงมากเช่น  เกิดสิว , ผิวหน้าบาง  , บริเวณที่ทาอาจมีขนยาวกว่าปกติ  หรือมีเส้นเลือดฝอยขยายบริเวณที่ทายาได้

ยาอื่นๆ (Miscelleneous)

  ปัจจุบันมีการคิดค้นยาทารักษาฝ้าหลายๆชนิดที่มีผลข้างเคียงน้อยลงและถ้านำมาใช้ทาร่วมกันก็จะทำให้ฝ้าจางเร็วขึ้นเช่น

* 20 % Azelaic  acid cream  ได้ผลในการรักษาฝ้าใกล้เคียงกับยาไฮโดรควิโนน  แต่ใช้เวลานานหลายเดือน  และอาจเกิดอาการระคายเคือง  เช่น แสบหรือคันบริเวณที่ทา  แต่หากใช้ต่อเนื่องอาการเหล่านี้ก็จะหายไป

* AHA  เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ทำให้เซลล์ผิวหนังชั้นบนที่ตายแล้วหลุดออกจึงทำให้ฝ้าจางเร็วขึ้น  มักใช้ร่วมกับยาฝ้าชนิดอื่นๆเพราะช่วยให้ฝ้าชนิดอื่นๆออกฤทธิ์หรือซึมเข้าผิวหนังได้ดีขึ้น

* Kojic  acid     ใช้เป็นยารักษาฝ้า มีทั้งที่เป็นครีมและชนิดที่เป็นสารละลายใส  ความเข้มข้นประมาณ 1-2 %  ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ไทโรซิเนส  ทำให้การสร้างเม็ดสีเมลานินลดลง

* Arbutin   cream     ความเข้มข้น 3-7 %   ได้มีการนำเอาสารชนิดนี้ผสมเครื่องสำอางเพื่อทำให้ผิวขาวขึ้น  Whitening  cosmetic  products  เช่นเครื่องสำอาง  Shiseido  ซึ่งสารนี้คือ  Hydroquinone  derivatives ซึ่งออกฤทธิ์ ยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ไทโรซิเนส ทำให้การสร้างเม็ดสีเมลานินลดลง

* Licorice  cream    ความเข้มข้น 0.1 %  สารออกฤทธิ์ที่สำคัญคือ  glabridin  ซึ่งออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ไทโรซเนสและเอ็นไซม์อื่น (Dopachrome   tautomerase)  ทำให้สร้างเม็ดสีเมลานินลดลง

* Vitamin   C  derivatives    คือสารที่มีชื่อว่า  ascorbyl  magnesium  phosphste   หรือที่เรียกย่อๆว่า VC-PMG  ความเข้มข้น 3 % มีทั้งที่เป็นครีม  โลชั่นและสารละลายใส  ได้มีการนำเอาสารชนิดนี้ผสมในเครื่องสำอางเพื่อทำให้ผิวขาวขึ้น  Whitening  cosmetic  products   เช่นเครื่องสำอาง Shiseido , Kose , Pola , Avon ฯลฯ  ออกฤทธิ์ในการยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินและอนุมูลอิสระ และช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน  ทำให้ริ้วรอยย่นลดน้อยลงด้วย  ปัจจุบันได้มีการนำเอาเครื่องมือที่สามารถแยกประจุ (+/- ) มาใช่ร่วมกับยา VC-PMG   ในการรักษาฝ้า เรียกวิธีนี้ว่า  Iontophoresis  เนื่องจากผง VC-PMG  สามารถลัลายน้ำและแตกตัวป็นอิออนบวกและอิออนลบ  เครื่องมือนี้จะช่วยให้ยาเข้าสู่เซลล์ผิวหนังได้โดยตรง  และออกฤทธิ์ในการรักษาให้จางเร็วขึ้น

การลอกหน้า (Peeling)

มีหลายคนคิดว่า การลอกหน้าโดยการทำให้ผิวหนังชั้นบนหลุดไปนั้นจะทำให้ฝ้าหรือกระหายเร็วขึ้น  โดยใช้สารเคมีต่างๆหรือกรดบางชนิดทาที่หน้าหรือบริเวณที่เป็นฝ้า  สารที่ใช้ในการลอกหน้าเช่น  กรดไตรคลอโรอะซิติค (Trichloracetic  acid) , ฟีนอล (Phonol)ฯลฯ สารเหล่านี้จะทำให้ผิวหนังชั้นบน (Epidermis)และชั้นหนังแท้ส่วนบนสุด(Dermis)  หลุดลอกออกไป  ทำให้ผิวหนังที่เหลืออยู่มีสีขาวชมพูและรู้สึกใบหน้าเต่งตึงขึ้น  ทำให้หลายๆคนที่ทำแล้วรู้สึกดีใจมากที่ฝ้ากระ  รวมทั้งรอยย่นหายไป  แต่แท้ที่จร้งแล้วการลอกหน้าแบบนี้ทำให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบค่อนข้างมากและอาจเกิดเป็นรอยด่างดำขึ้นได้ในภายหลัง

กระ

 

รักษากระ เชียงใหม่

กระ  แตกต่างจากฝ้าอย่างไร ?

กระ  เป็นรอยด่างดำที่ผิวหนังชนิดหนึ่ง  มีลักษณะเป็นจุดเล็กๆมีขอบเขตชัดเจน ซึ่งต่างกับฝ้าตรงที่ฝ้ามีลักษณะเป็นปื้นและขนาดใหญ่กว่า  กระ เกิดจากที่เซลล์สร้างเมม็ดสีจะมีการสร้างเม็ดสีมากขึ้นผิดปกติเมื่อถูกแสงแดด มักเกิดขึ้นในคนผิวขาวมากกว่าคนผิวดำ  คนที่มีพ่อแม่เป็นกระ  ก็มีโอกาสเป็นกระมากกว่าคนทั่วไป  หากตากแดดจะทำให้กระเพิ่มจำนวนมากขึ้นได้

ขี้แมลงวัน  

 

รักษาขี้แมลงวัน เชียงใหม่


 

ก็มีลักษณะเป็นจุดดำที่ผิวหนังมีลักษณะคล้ายกระ  แต่มีสีเข้มกว่าและขนาดใหญ่กว่า  ขี้แมลงวันเกิดขึ้นเองได้ทั่วร่างกาย  โดยไม่จำเป็นต้องถูกแสงแดด

      กระเนื้อ

 

รักษากระเนื้อ เชียงใหม่

            กระเนื้อแตกต่างจากกระธรรมดาตรงที่กระเนื้อจะมีลักษณะนูนออกมาจอกผิวหนัง  ถ้าคลำดูจะรู้สึกสะดุดเป็นเม็ดเล็กๆ  กระจายอยู่ทั้งที่ใบหน้า  ลำคอ  และลงมาถึงลำตัวในส่วนที่ไม่ถูกแดก็ได้  กระเนื้อเกิดขึ้นได้เองโดยพบว่าคนในครอบครัวเดียวกันมีโอกาสเกิดกระเนื้อได้มากกว่า  เข้าใจว่าน่าจะเกิดจากกรรมพันธุ์  เมื่ออายุเพิ่มขึ้นก็จะมีโอกาสเกิดได้มากขึ้นเช่นกัน

               ความจริงแล้วกระเนื้อก็คือเนื้องอกของผิวหนังชนิดหนึ่งนั้นเอง  มักเกิดกับอายุ 30-40 ปีขึ้นไป  แต่บางทีก็อาจพบในคนที่อายุน้อยกว่าประมาณ 17-18 ปีก็ได้  กระเนื้อมักจะกระจายตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะที่ใบหน้า แสงแดดเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กระเนื้อมีจำนวนมากขึ้นและใหญ่ขึ้นได้

              จุดประสงค์ของการรักษากระเนื้อก็คือ  การที่ให้ก้อนเนื้อนี้หลุดออกไปจากผิวหนังนั้นเอง  ซึ่งมีหลายวิธีเช่น

1.การจี้ด้วยธูป

ในสมัยก่อนไม่ว่าจะเป็นกระเนื้อ  หรือขี้แมลงวัน ชาวบ้านมักจะใช้ธูปจุดไปแล้วนำมาจี้บริเวณที่เป็น  เพื่อเผาเนื้อส่วนนั้นให้หายไป ท วิธีการนี้ก็อาจจะได้ผล แต่มีข้อเสียคือ  ไฟจากธูปอาจทำให้ผิวหนังส่วนอื่นไหม้ไปด้วย  และที่สำคัญผิวหนังบริเวณที่ถูกจี้จะเกิดเป็นแผลอักเสบขึ้นได้

2.การจี้ด้วยกรด

เป็นวิธีง่ายที่สุด  คือการใช้กรดบางชนิดที่สามารถสกัดเนื้อบริเวณนั้นให้หลุดออกไปได้  โดยมากมักใช้กรดไตรคลอโรอะซิติด (Trichloracetic  acid)  ซึ่งใช้ในการลอกผิวด้วย  การจี้กระเนื้อด้วยน้ำยานั้นอาจต้องจี้หลายครั้งจึงจะหลุดออกมาได้  ขึ้นอยู่กับขนาดว่าใหญ่มากแค่ไหน  กระที่ใช้จี้จะทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณนั้น  หลังจากนั้นก็จะตกสะเก็ดดำๆอยู่ประมาณ 1-2  สัปดาห์ แล้วจึงหลุดไป  การจี้ด้วยน้ำยาอาจเกิดเป็นแผลอักเสบ  รอยดำ หรือเนื้อนูนหลังจากจี้ได้

3.การผ่าตัด

การผ่าตัดเป็นวิธีหนึ่งในการรักษากระเนื้อ  แต่ไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากการผ่าตัดทำให้แผลมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม  และเห็นรอยเย็บที่แผลได้  ปัจจุบันมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้

4.การจี้ด้วยเครื่องมือ

ในปัจจุบันมีการรักษากระเนื้อ  ขี้แมลงวันหรือไฝ  ด้วยเครื่องจี้ RADIOFREQUENCYหรือการใช้แสงเลเซอร์  ข้อดีของการจี้ด้วยนี้คือ สามารถทำให้หลุดไปภายในครั้งเดียว  สะดวก  รวดเร็วและไม่เจ็บ  เพราะปัจจุบันจะมีการใช้ยาชาทาที่ผิวหนังบริเวณที่จะทำให้โดยไม่ต้องฉีดยาชา  และที่สำคัญสามารถรักษากระเนื้อที่มีขนาดใหญ่ได้  แผลที่เกิดขึ้นหลังใช้แสงเลเซอร์จะมีใกล้เคียงกับขนาดของกระเดิม  แผลจะตื้นและหายเร็ว

          หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เป็นฝ้าหรือกระอยู่ล่ะก็………ไม่ต้องท้อใจไปหรอกนะค่ะ ฝ้าหรือกระบางอย่างสามารถรักษาให้หายได้  เพียงแต่ต้องรักษาอย่างจริงจัง  ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างต่อเนื่อง  พยายามหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้า และทายากันแดดเป็นประจำทุกวัน  เท่านี้  คุณก็บอกลาได้ตลอดไป

Facebook Comments
 
 

0 Comments

You can be the first one to leave a comment.

 
 

Leave a Comment