คลินิก ฝังเข็ม เชียงใหม่, คลินิก ปลูกผม เชียงใหม่

หน้าแรก / เรื่องอะไร ดี จ๊ะ / ฝังเข็มภาวะมีบุตรยาก

ฝังเข็มภาวะมีบุตรยาก

รับปรึกษามีบุตรยาก เชียงใหม่

จากการวิจัยในปัจจุบัน พบว่า "การฝังเข็ม" ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้ โดยผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ระบุว่า การฝังเข็มสามารถกระตุ้นการทำงานของระบบสืบพันธุ์ของเพศชาย รวมถึงกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิตในบริเวณมดลูกให้กับฝ่ายหญิงได้ การฝังเข็มจึงเปรียบเสมือนตัวช่วยในการเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการมีบุตรนั่นเอง

มุมมองภาวะมีบุตรยากทางการแพทย์แผนจีน

การแพทย์แผนจีน มองภาวะการมีบุตรยากว่าเกิดจากความไม่สมดุลของสภาพร่างกายแบบองค์รวม ร่วมกับภาวะไม่สมดุลของระบบอวัยวะสืบพันธุ์ของสตรี ตั้งแต่มดลูก, รังไข่, อัณฑะ, ไต, ตับ, หัวใจ และความผิดปกติของอสุจิทางฝ่ายชายซึ่งความเสียสมดุลต่างๆเหล่านี้ ก็จะแสดงออกด้วยอาการต่างๆ เช่น

  • ฝ่ายชาย: อารมทางเพศน้อย, น้ำอสุจิน้อย, อสุจิเคลื่อนตัวช้า, จำนวนของอสุจิน้อยหรือไม่สมบูรณ์
  • ฝ่ายหญิง: ประจำเดือนผิดปกติ อาจมาช้า หรือเร็วกว่าปกติ, ประจำเดือนมามากหรือน้อยกว่าปกติ, ภาวะเครียด, ปวดท้องประจำเดือน, ประจำเดือนเป็นก้อนลิ่มๆ, ร่างกายอ่อนเพลีย

หลักการรักษาภาวะมีบุตรยาก

การรักษาจึงเป็นการปรับสมดุลในระบบต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการมีบุตร หลังจากที่แพทย์วินิจฉัยพบความบกพร่องของระบบต่างๆในร่างกาย การฝังเข็มก็จะใช้จุดบนเส้นลมปราณต่างๆในการรักษาและปรับสมดุล เช่น

1.ภาวะไตพร่อง

2.ภาวะหัวใจและตับถูกอุดกั้น

3. เสมหะความชื้นตกค้างภายใน

4.ภาวะความร้อนชื้นไหลลงสู่ส่วนล่าง

5.ภาวะเลือดและพลังพร่อง

ดังนั้น ในการรักษา แพทย์จึงต้องทำการตรวจทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง เพื่อประเมินสาเหตุของภาวะมีบุตรยากว่า เกิดจากฝ่ายใด รวมถึงการวางแผนการรักษาและการฝังเข็ม เพื่อช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเจริญพันธุ์ในผู้หญิงโดยการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดบริเวณรังไข่ และมดลูก ซึ่งการเพิ่มการไหลเวียนโลหิตบริเวณดังกล่าวทำให้มดลูกมีความพร้อมสำหรับการปฏิสนธินั่นเอง นอกจากนั้น การฝังเข็มยังช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองให้หลั่งฮอร์โมนที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของรังไข่ ต่อมหมวกไต และอวัยวะอื่น ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์ ผลลัพธ์จากการฝังเข็มยังอาจช่วยกระตุ้นระบบสืบพันธุ์เพศชายให้ผลิตเชื้ออสุจิมากขึ้นด้วย นอกจากนี้การฝังเข็มยังช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง กระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมน ซึ่งจะไปสั่งให้รังไข่ ต่อมหมวกไต และอวัยวะอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์ทำงานได้เป็นปกติมากขึ้นได้อีกด้วย

 

ฝังเข็มบุตรยาก เชียงใหม่

 

ขั้นตอนการรักษา

1.  การฝังเข็ม  เพื่อปรับสมดุล ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์

โดยจะฝังเข็มไปแก้ไขปัญหาของผู้ป่วยแต่ละราย จุดที่ฝังเข็มจะอยู่บนเส้นลมปราณทั้งแขน ขา และบริเวณหน้าท้องคอร์สฝังเข็มมีบุตรยาก : ฝังเข็มสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ30-60 นาที รวม 10 ครั้งเป็น 1 คอร์ส

2. การรับประทานยาจีน เพื่อแก้ไขความบกพร่องหรือปรับสมดุล และบำรุง ให้ร่างกายแข็งแรง

ฝ่ายชาย : เพื่อเพิ่มจำนวนและความแข็งแรงของอสุจิ

ฝ่ายหญิง : เพื่อบำรุงมดลูก แก้ไขความผิดปกติต่างๆ และเตรียมความพร้อมของร่างกายสำหรับการตั้งครรภ์

3. การรมยา  การรมยาเป็นการกระตุ้นระบบไหลเวียนทั้งพลังและเลือด เพื่อให้เกิดความสมดุลของอวัยวะต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ มักใช้วิธีนี้กับฝ่ายหญิง

หลังจากรักษาด้วยวิธีการรักษาของแพทย์แผนจีนแล้ว  คู่สมรสอาจใช้วิธีการร่วมเพศตามปกติ ในวันและเวลาที่แพทย์แนะนำ หรือวันที่ไข่ตก หรือใช้วิธีอื่นๆ เช่น

1.การใช้ยาเพื่อกระตุ้นการตกไข่ 
คือ การใช้ยาไปกระตุ้นไข่ในรังไข่ให้เจริญเติบโตและสุก  ยากระตุ้นการตกไข่จะช่วยควบคุมระยะเวลาการตกไข่ให้เป็นปกติด้วย จึงง่ายต่อการกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมในการมีเพศสัมพันธ์ หรือฉีดเชื้อผสมเทียม
การให้ยากระตุ้นการตกไข่  ก็มีผลข้างเคียงอยู่เหมือนกันโดยรวม  คือ อาจ ทำให้ไข่ตกมากกว่า 1 ฟอง  มีโอกาสตั้งครรภ์แฝดและอาจเป็นแฝดจำนวนมากเกินไป  อาจทำให้เกิด cyst ที่รังไข่ในบางครั้ง (เป็นส่วนน้อย) ทำให้เกิด “ภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไป” (Ovarian Hyperstimulation Syndrome – OHSS)  อาการข้างเคียงจากยาประเภทนี้ประกอบด้วย ปวดท้องน้อย  ปวดท้องลิ้นปี่ เจ็บหน้าอก  คลื่นไส้  อาเจียน  มีน้ำในช่องท้อง น้ำหนักขึ้นและหายใจลำบาก
ยาที่ใช้บ่อยๆได้แก่ Clomiphene citrate, Gonadotropins

Clomiphene citrate  (ชื่อทางการค้า Clomid, Serophene)  เป็นยาเม็ดรับประทาน  ปกติจะรับประทานวันละ 1-2 เม็ด  นาน 5 วัน  ทำให้มีไข่ตกได้มากขึ้นถึง 80% และตั้งครรภ์ได้ 50% ใน 6 เดือน ผลข้างเคียงคือ ปวดศีรษะ  ร้อนวูบวาบ หน้า คอ และลำตัว

Gonadotropins  (Pergonal หรือ Gonal-F)  เป็นยาฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ฉีดทุกวันนาน 7-10 วันต่อรอบ ขนาดของยาต้องควบคุมโดยแพทย์ ไม่เท่ากันสำหรับทุกคน  อาการข้างเคียงคือ  ท้องอืด  น้ำในท้อง อึดอัด  อารมณ์แปรปรวน  อ่อนเพลีย  ส่วนใหญ่อาการข้างเคียงที่รุนแรงจะแก้ไขได้ด้วยการเจาะน้ำในถุงไข่ออก

2.การผสมเทียมแบบต่างๆ
ผู้ที่มีลูกยากต้องมีสิทธิ์รู้และเลือกวิธีการผสมเทียม เพราะเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยผู้ที่อยากมีลูกนั้นมีอยู่หลายวิธี การจะเลือกวิธีใดย่อมขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของพ่อแม่เป็นหลัก และแต่ละวิธีก็ให้เปอร์เซ็นต์ความสำเร็จไม่เท่ากัน บางคนอาจต้องลองใช้หลายวิธี บางคนใช้วิธีเดียวครั้งเดียวก็สำเร็จ โดยทั้งหมดนี้ทั้งตัวพ่อแม่ต้องมีสิทธิ์รู้ทุกแง่มุมและร่วมพิจารณาเลือกไปพร้อมกับแพทย์

 

รับปรึกษามีบุตรยาก

1.การฉีดเชื้อหรือการผสมเทียม (Intra Uterine Insemination หรือ IUI)
คือการเอาเชื้ออสุจิของฝ่ายชายมาคัดเชื้อที่มีคุณภาพโดยเลือกตัวที่วิ่งเร็ว แข็งแรง และรูปร่างดีที่สุด ฉีดเข้าไปในโพรงมดลูกในวันที่ไข่ตก โดยแพทย์จะใช้ฮอร์โมนจากภายนอกช่วยฉีดเข้าไปหรืออาจมีการอัลตราซาวนด์ โดยปกติแล้วการผสมเทียมจะทำไม่เกิน 3 ครั้ง ถ้าเกิน 3 ครั้งแล้วยังไม่ตั้งครรภ์ก็ต้องเปลี่ยนวิธีไปทำกิฟต์ ซึ่งความสำเร็จแต่ละครั้งประมาณ 15-20% วิธีนี้ใช้ในกรณีฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิไม่แข็งแรงหรือมีปริมาณน้อย หรือฝ่ายหญิงไม่มีมูกที่ปากมดลูก หรือมูกเหนียวข้น และไม่สามารถผลิตฮอร์โมนได้เพียงพอต่อการผลิตไข่ที่สมบูรณ์ได้ ซึ่งอาจต้องใช้ฮอร์โมนเพิ่มและกระตุ้นการตกไข่

2. การทำกิฟท์ (Gamete IntraFollopain Transfer หรือ GIF)
คือการเก็บเซลล์สืบพันธุ์ทั้งไข่และอสุจิมาผสมกัน จากนั้นจึงใส่กลับเข้าสู่ท่อนำไข่ทันที โดยให้อสุจิและไข่ปฏิสนธิกันเองตามธรรมชาติในร่างกายของแม่ โอกาสตั้งครรภ์ประมาณ 30-40% วิธีนี้ใช้ในกรณีฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิอ่อนแอไม่มากนักหรือฝ่ายหญิงมีท่อนำไข่ที่ปกติอย่างน้อย 1 ข้าง มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือมีพังผืดมาก อาจใช้สำหรับคู่สมรสที่ไม่ทราบสาเหตุของการมีบุตรยาก

3. การทำซิฟท์ (Zygote IntraFollopain Transfer หรือ ZIFT)
คือการผสมกันระหว่างไข่กับอสุจิค้ลายการทำกิ๊ฟท์ แต่ต่างกันตรงที่ต่างจากการทำกิฟท์ตรงที่เป็นการนำไข่และอสุจิมาผสมกันให้เกิดการปฏิสนธินอกร่างกายก่อน แล้วจึงนำตัวอ่อนในระยะ Zygote ใส่กลับเข้าไปในท่อนำไข่ โอกาสตั้งครรภ์แต่ละครั้งประมาณ 20-30% วิธีนี้ใช้ในกรณีฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิน้อยกว่าปกติ หรือฝ่ายหญิงที่ท่อนำไข่ไม่ตัน แต่ทำงานไม่ปกติ มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ และมีพังผืดมาก หรือคู่สมรสที่ไม่ทราบสาเหตุของการมีบุตรยากด้วย

4. การทำเด็กหลอดแก้ว (InVitro Fertilization and Embryo Transfer หรือ IVF& ET)
คือการเอาไข่ 10-20 ใบ ออกมาผสมกับอสุจิในจานหรือในหลอดแก้ว พอผสมกันแล้วจะรู้เลยว่าจะมีการปฏิสนธิหรือไม่ แล้วก็ต้องเลี้ยงตัวอ่อนประมาณ 3-5 วัน แล้วจึงใส่กลับเข้าไปในมดลูกของฝ่ายหญิง โอกาสตั้งครรภ์สูงสุดคือ 30-50% วิธีนี้ใช้ในกรณีฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิที่ไม่แข็งแรง หรือฝ่ายหญิงมีท่อนำไข่อุดตันทั้ง 2 ข้าง และมีพังผืดในอุ้งเชิงกราน

5. การทำอิ๊คซี่ (IntraCytoplasmic Sperm Injection หรือ ICSI)
เป็นการต่อยอดจากเด็กหลอดแก้ว โดยเอาเข็มที่มีเชื้อสเปิร์มอยู่หนึ่งตัวเจาะเข้าไปในไข่ เป็นการช่วยตัวเชื้อสเปิร์มที่ไม่แข็งแรง และไม่สามารถเจาะเข้าไปได้ โอกาสตั้งครรภ์ประมาณ 25-30% วิธีนี้ใช้ในกรณีฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิผิดปกติอย่างมาก หรือฝ่ายหญิงมีรังไข่ผิดปกติ ไม่มีการตกไข่ และไข่กับอสุจิไม่สามารถปฏิสนธิกันเองได้

 

รับปรึกษามีบุตรยาก เชียงใหม่

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธมนต์พรคลินิกเวชกรรม

 โทร.053-492284, 081-5411112

Facebook Comments
 
 

0 Comments

You can be the first one to leave a comment.

 
 

Leave a Comment