คลินิก ฝังเข็ม เชียงใหม่, คลินิก ปลูกผม เชียงใหม่

หน้าแรก / มากินข้าวเช้า…กันเถอะ

มากินข้าวเช้า…กันเถอะ

        ปัจจุบันการดำเนินชีวิตในแต่ละวันเปลี่ยนแปลงไปจากยุคก่อนๆมาก  การรีบเร่งไปทำงานในช่วงเช้าประกอบกับการจราจรบนท้องถนน อาจทำให้ใครหลายๆคนต้องไปทำงานในขณะที่ยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง  เกิดอะไรขึ้นในร่างกายของเรา หรือบางคนก็นอนตื่นสายเลยควบมื้อเช้ากับมื้อเที่ยงเป็นมื้อเดียวกัน เกิดอะไรขึ้น ถ้าไม่มีอาหารยาวนานตั้งแต่ตอนเข้านอนจนถึงตอนเช้า!  หลังจากตื่นนอนในตอนเช้า อวัยวะหลายส่วนต้องเริ่มทำงาน ตั้งแต่สมอง กล้ามเนื้อ ระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย เมื่อร่างกายขับถ่ายของเสียออกไปแล้ว สมองก็จะส่งความรู้สึกหิวเพื่อให้เรากินอาหาร กระเพาะก็จะหลั่งกรดและน้ำย่อยพร้อมที่จะย่อยอาหาร รวมถึงน้ำดีที่ผลิตมาก็พร้อมที่จะถูกปล่อยเข้าไปในลำไส้เพื่อย่อยไขมัน นี่คือโปรแกรมตามธรรมชาติที่เตรียมพร้อมให้เรา เพราะเราต้องใช้พลังงานในวันใหม่  

          เมื่อเราละเลยไม่กินข้าวเช้า กรดและน้ำย่อยก็หลั่งออกมาเก้อ ไม่ถูกใช้งาน กรดและน้ำย่อยเหล่านี้อยู่ในกระเพาะอาหาร นานวันเข้าก็จะไปทำลายผนังกระเพาะของเราเอง จนเกิดการอักเสบหรือเกิดแผล ทำให้เกิดอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย หรือปวดท้องจุกแน่นบริเวณลิ้นปี่ตามมา ร่างกายมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา หากเราไม่กินข้าวเช้า ร่างกายก็จะลดปริมาณการหลั่งกรดและน้ำย่อยโดยปริยาย จึงอาจมีปัญหาในมื้ออื่นๆที่เรากินอาหารมากขึ้น มากเกินกว่าที่ร่างกายปรับตัวไว้ เลยเป็นสาเหตุหนึ่งให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อย ท้องอืดท้องเฟ้อเป็นประจำ การกินยาลดกรดหรือยาแก้ท้องอืด ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการรักษาอาการที่ปลายเหตุเท่านั้น จึงมักพบว่าคนที่ป่วยด้วยอาการเหล้านี้ มักเป็นแล้วเป็นอีกซ้ำซาก มักไม่หายขาด หากพฤติกรรมยังเหมือนเดิม
นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลต่อโรคที่เกี่ยวกับถุงน้ำดีอีกด้วย เพราะการไม่กินอาหารนานกว่า14 ชม. นั้นจะทำให้คลอเรสเตอรอลในถุงน้ำดีจับตัวนานเกินไป นานวันเข้าก็จะสะสมกลายเป็นก้อนนิ่ว เกิดโรคนิ่วในถุงน้ำดีได้ แต่ในทางกลับกัน หากเรากินข้าวเช้า อาหารที่ตกถึงลำไส้ก็จะกระตุ้นให้หลั่งน้ำดีที่ผลิตเตรียมไว้ ก็จะไม่เกิดการสะสมคั่งค้าง ก็น่าจะห่างไกลจากโรคนิ่วในถุงน้ำดีไปได้ การตัดถุงน้ำดี เป็นการรักษาปลายเหตุ เมื่อตัดไปแล้วร่างกายก็ไม่มีการสร้างมาถุงน้ำดีขึ้นมาใหม่ จึงทำให้คนที่ถูกตัดถุงน้ำดีไปแล้ว มักมีปัญหาในระบบการย่อยอาหารโดยเฉพาะไขมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทางที่ดีควรป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเหล่านี้เลยจะดีกว่า
                ผลเสียของการไม่กินข้าวเช้า ยังอาจทำให้เกิดอาการปวดมึนศีรษะ สมองตื้อ คิดอะไรไม่ออก หรือรู้สึกอ่อนเพลียได้ง่าย เพราะเมื่อร่างกายไม่ได้รับพลังงานใหม่ ก็ต้องเอาพลังงานสำรองต่างๆออกมาใช้ ซึ่งต้องใช้กระบวนการที่ซับซ้อนกว่า แน่นอนก็ย่อมต้องใช้พลังงานในระดับเซลล์เช่นกันเพิ่มขึ้น แทนที่จะกินแล้วย่อย แล้วก็ดูดซึมไปใช้ได้เลย ดังนั้นเมื่ออดข้าวมื้อเช้าเป็นประจำ ก็ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม ระบบการทำงานเริ่มไม่สมดุล การไหลเวียนของเลือดเริ่มผิดปกติ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ อาจเป็นสาเหตุของอาการปวดศีรษะเรื้อรังได้ การกินยาแก้ปวดไม่ใช่เป็นการรักษาโรคแต่อย่างใด เป็นเพียงแต่ระงับอาการปวดเท่านั้น บางคนนอกจากไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว ยังมีพฤติกรรมที่ฝืนธรรมชาติมากขึ้นไปอีก เช่น เมื่อไม่กินข้าวเช้า เกิดอาการง่วงเพลีย ก็ดื่มชาหรือกาแฟทดแทน เพื่อให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า หารู้ไม่ว่าชาหรือกาแฟ มีสารคาเฟอีนซึ่งไปกระตุ้นหัวใจ ทำให้หัวใจทำงานมากขึ้นโดยไม่จำเป็น แถมยังไปกดสมองทำให้ไม่รู้สึกหิวด้วย ความจริงแล้ว อาการปวดศีรษะ เป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายที่บ่งบอกถึงความผิดปกติ แต่เราก็ยังเพิกเฉย ไม่ยอมปรับตัว ในที่สุดก็จะเกิดโรคต่างๆขึ้น ซึ่งมักไม่เกิดขึ้นทันที แต่จะสะสมหรือทำลายโปรแกรมตามธรรมชาติทีละเล็กทีละน้อย เมื่อเกิดการเจ็บป่วยขึ้น ก็อาศัยแต่การกินยาเท่านั้น จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า โรคเรื้อรังหลายๆโรค ทำไมจึงรักษาไม่หาย
           ​ยังมีงานวิจัยในต่างประเทศเกี่ยวกับการกินอาหารเช้า พบว่า คนที่ไม่กินอาหารเช้าเป็นประจำ อ้วนง่ายกว่าคนที่กินอาหารเช้าเป็นประจำ ยังไม่มีคำตอบชัดเจนในเรื่องนี้ แต่จากการสังเกตจะพบว่า คนที่กินอาหารเช้าตามปกติจะรู้สึกหิวน้อยลงในระหว่างวัน นั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนกินอาหารเช้า ไม่อ้วน หรืออาจเป็นไปได้ว่าเมื่อสมองถูกกระตุ้นให้รู้สึกหิวในตอนเช้าแล้วไม่ได้รับการตอบสนอง สัญญาณกระตุ้นนี้ก็ยังคงค้างอยู่ต่อเนื่องไปตลอดทั้งวัน จึงทำให้รู้สึกหิวทั้งวัน หรือทำให้มื้อถัดไปกินจุมากขึ้น หรือบางคนก็กินจุบกินจิบทั้งวัน จนเป็นสาเหตุทำให้อ้วนได้
​รู้อย่างนี้แล้ว ควรหันกลับมาใส่ใจกับการ “ กินข้าวเช้า…กันเถอะ” เพื่อสุขภาพที่ดี ร่างกายแข็งแรงปลอดโรคตลอดไป                                      ​
                                                              บทความจาก พญ.ธมนต์พร  ชัยศิริรัตน์

Facebook Comments
 
 

0 Comments

You can be the first one to leave a comment.

 
 

Leave a Comment