คลินิก ฝังเข็ม เชียงใหม่, คลินิก ปลูกผม เชียงใหม่

หน้าแรก / ภูมิปัญญาดั้งเดิม…ที่ไม่ควรมองข้าม

ภูมิปัญญาดั้งเดิม…ที่ไม่ควรมองข้าม

      เราต้องเข้าใจว่า ย้อนเวลากลับไปเป็นพันปี มนุษย์เราอยู่กับธรรมชาติ ไม่ว่าอาหารการกิน ความเป็นอยู่ล้วนแล้วแต่อาศัยธรรมชาติเกือบทั้งสิ้น เช่นการหุงหาอาหาร ถ้าอยากกินเนื้อก็ต้องล่าสัตว์ เดินเข้าป่าออกแรงเพื่อหาสัตว์มาเป็นอาหาร ก็ต้องอาศัยพละกำลังที่มีอยู่เพื่อความอยู่รอด แต่ปัจจุบันหิวก็ขับรถไปซื้ออาหาร แทบไม่ได้ออกแรงอะไรเลย อาหารที่กินเข้าไปก็ล้วนแต่เกิดจากการแปรรูปเป็นส่วนใหญ่ยกตัวอย่างเช่นก๋วยเตี๋ยว ก็ต้องนำข้าวมาแปรรูปเป็นแป้งแล้วจึงนำมาทำเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยว ในทางศาสตร์ของจีนถือว่าอาหารแปรรูปให้พลังน้อยกว่าอาหารดั้งเดิม เช่นเมล็ดข้าว สามารถนำไปเพาะเป็นต้นงอกได้ ถือว่าให้พลังมากกว่าแป้งที่บดจากเมล็ดข้าวแล้ว พลังในที่นี้หมายถึงพลังชี่ เพราะแป้งไม่สามารถนำไปเพาะปลูกได้ หรือน่าจะเรียกว่า"พลังชีวิต" นั่นเอง การออกแรงน้อย หรือการกินอาหารแปรรูปเป็นประจำก็ก่อให้เกิดโรคต่างๆขึ้นได้ ควรหันมากินอาหารที่ได้จากธรรมชาติโดยไม่ผ่านการแปรรูป น่าจะเป็นประโยชน์กับสุขภาพมากกว่า ในสมัยก่อนหากมีใครเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีเครื่องมือเครื่องไม้อะไรที่จะช่วยตรวจหรือวินิจฉัยง่ายเหมือนในสมัยนี้ คนเป็นหมอในสมัยนั้นก็คงต้องใช้ประสบการณ์ ความรู้ที่สั่งสมมาจากบรรพบุรุษ และอวัยวะรับรู้ต่างๆคือ ตา หู จมูก การสัมผัสหรือการจับชีพจร(การแมะ) เพื่อจะตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยว่าเป็นโรคอะไร คล้ายๆกับการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์แผนจีนซึ่งยังคงใช้มาจนถึงปัจจุบัน ตอนที่ผู้เขียนเรียนจบแพทย์นั้น การจับชีพจรเป็นเพียงแต่การนับจำนวนครั้งและจังหวะหรือความสม่ำเสมอของชีพจรเท่านั้น

     แต่เมื่อเรียนแพทย์แผนจีน การจับชีพจรละเอียดและลึกซึ้งกว่ามาก ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์และความละเอียดรวมถึงสมาธิในขณะนั้นค่อนข้างมาก การจับชีพจรเพียงอย่างเดียวสามารถบอกโรคและอาการต่างๆได้มาก เช่นภาวะอ่อนแอ ความดันเลือดสูง การตั้งครรภ์ ฯลฯ เมื่อหมอสามารถวินิจฉัยโรคได้แล้ว ในสมัยโบราณการปรุงยาหรือสั่งยาเป็นจะเป็น ยาห่อหรือยาหม้อ ที่เป็นสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติอื่นๆเช่น แร่ธาตุ สัตว์ต่างๆ นำมาทำเป็นยารักษาโรคตามความรู้ต่างๆที่บันทึกต่อๆกันมาตั้งแต่ยุคสมัยโบราณหรือจากการลองผิดลองถูก จนสามารถนำมาใช้รักษาโรคได้ เรียกได้ว่าเป็น ภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ไม่ควรมองข้ามในสมัยปัจจุบันยาส่วนใหญ่เป็นผลผลิตจากสารเคมีสังเคราะห์เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเมื่อเข้าสู่ร่างกายก็จะเกิดขบวนการต่างๆเพื่อเปลี่ยนแปลงสารเคมีเหล่านั้นให้สามารถออกฤทธิ์ได้ ดังนั้นยาส่วนใหญ่จึงมีผลกระทบกับอวัยวะหลัก2อย่างคือตับและไต จึงพบว่าในสมัยนี้มีผู้ป่วยที่มีปัญหาตับวายหรือไตวายเพิ่มมากขึ้น ในส่วนตัวผู้เขียนแล้ว ไม่ได้หมายความว่ายาแผนปัจจุบันไม่ดีหรือมีข้อเสีย แต่อยากให้ความเห็นว่าการรักษาโรคหรืออาการหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นแบบไม่ซับซ้อน ผู้ป่วยหรือคนในครอบครัวสามารถดูแลและรักษาหรือป้องกันได้ในระดับหนึ่ง รวมถึงการใช้สมุนไพรใกล้ตัวมารักษาอาการเหล่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ผู้เขียนเคยมีอาการท้องเสีย อ่อนเพลียมาก มักจะดื่มชาสมุนไพรสูตรดั้งเดิมที่มีส่วนผสมของสมุนไพรใกล้ๆตัวคือ ขิงแก่3-4แว่น กับใบชา1ช้อนชานำมาใส่น้ำพอประมาณ ต้มพอเดือด รินใส่แก้วผสมกับน้ำผึ้งประมาณ1ช้อนโต๊ะ ดื่มต่างน้ำจนกว่าอาการท้องเสียจะทุเลา ซึ่งถ้าอาการท้องเสียไม่รุนแรงมาก ก็มักจะหายทุกครั้ง และอาการอ่อนเพลียก็ดีขึ้น สูตรนี้ได้จากคุณแม่ ซึ่งท่านต้มให้กินเป็นประจำเวลาลูกๆมีอาการท้องเสีย ตำรายาโบราณนั้นใบชามีฤทธิ์ฝาดสมาน ช่วยแก้อาการท้องเสียท้องร่วงได้ ส่วนขิงช่วยขับลมแก้ท้องอืด และน้ำผึ้งมีน้ำตาลช่วยแก้อาการอ่อนเพลีย แถมรสชาดหอมอร่อยดื่มง่าย กรณีมีอาการท้องเสียมาก ติดเชื้อมีไข้ อาจกินยาฆ่าเชื้อร่วมกับดื่มชาสมุนไพรนี้ด้วยก็จะทำให้หายเร็วขึ้น พูดถึงใบชาปัจุบันมีชาสำเร็จรูปบรรจุขวดขาย ในส่วนตัวผู้เขียนเคยมีปัญหาท้องเสียตอนไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ตอนนั้นเป็นมื้อค่ำ ทางโรงแรมจัดอาหารเป็นแบบบุฟเฟต์ มีทั้งอาหารดิบปลาดิบ และอื่นๆตามแบบอาหารสไตล์ญี่ปุ่น ผู้เขียนน่าจะกินอาหารหลายอย่างมากเกินไป จึงเกิดอาการท้องเสียในขณะที่เพื่อนๆคนอื่นไม่มีอาการผิดปกติอะไร ตอนนั้นไม่ได้พกยาติดตัวไป เลยดื่มน้ำชาเขียวที่บรรจุขวดขาย ดื่มไปประมาณ1ขวดอาการท้องเสียก็ทุเลาลง แต่เนื่องจากน้ำชาหรือชาบรรจุขวดมีฤทธิ์ฝาดสมาน หากนำมาดื่มเป็นประจำอาจทำให้หลายคนมีอาการท้องผูกได้ ส่วนการรักษาอาการผื่นคันหรือลมพิษที่ไม่รุนแรงมากนัก ก็สามารถบรรเทาอาการคันหรือผื่นแดง ด้วยการใช้น้ำเย็นหรือผ้าเย็นประคบบ่อยๆ อาการก็จะทุเลาลงได้โดยไม่ต้องอาศัยยาแก้แพ้ซึ่งมีผลข้างเคียงทำให้ง่วงนอน ปากแห้งคอแห้ง หรืออาการร้อนในเป็นแผลในปากบ่อยๆซึ่งเกิดจากเกิดภาวะร้อนข้างในหรือที่เรียกกันว่า"ร้อนใน" ซึ่งมักเกิดกับคนที่ชอบกินอาหารฤทธิ์ร้อนเช่น ของทอด อาหารรสเผ็ด ของขบเคี้ยว ร่วมกับภาวะเครียด พักผ่อนน้อย อาการเหล่านี้หากรู้สาเหตุและสามารถหลีกเลี่ยงได้ รวมทั้งกินยาสมุนไพรฤทธิ์เย็นเช่นฟ้าทะลายโจร อาการร้อนในก็จะหายไปได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องทนเจ็บแผลหลายวันและไม่จำเป็นต้องซื้อยามาทาแผลที่ปาก แผลก็หายไปได้ภายใน1-2วัน ภูมิปัญญาดั้งเดิมเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งนัก หากนำมาเผยแพร่ หรือศึกษาเรียนรู้จนนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องแล้ว ก็น่าจะทำให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีขึ้น ลดการใช้ยาจากต่างประเทศ ลดภาระหมอ พยาบาล และผู้ป่วยในรพ.ให้น้อยลง

บทความจากพญ.ธมนต์พร ชัยศิริรัตน์

 

Facebook Comments
 
 

0 Comments

You can be the first one to leave a comment.

 
 

Leave a Comment